Blog

รักแบบไหนถึงเรียกว่ารักแท้

หนุ่มสาวที่ครองรักกันแล้วต้องการจะก้าวไปให้ถึงรักแท้ ขอแนะนำว่า จงรักด้วยสมอง แต่อย่าให้รักขึ้นสมอง รักด้วยสมองคือรักด้วยปัญญา แต่รักขึ้นสมองก็คือรักด้วยอารมณ์ นอกจากนั้นแล้วควรเรียนรู้ที่จะพัฒนาความรักให้ก้าวไปทีละขั้นทีละขั้นจนไปถึงรักแท้ เริ่มจาก รักตัวกลัวตาย รักใคร่ปรารถนา รักเมตตาอารี ไปจนถึงรักมีแต่ให้ ถ้าพัฒนาความรักไปทีละขั้นเหมือนเดินขึ้นบันใดไปแบบนี้ ในที่สุดก็จะสามารถพัฒนาจากรักธรรมดาจนไปถึงรักแท้ได้ ย้ำชัดๆ อีกครั้งหนึ่งว่า จงรักด้วยสมอง แต่อย่ารักจนขึ้นสมอง

แอบรักคนมีเจ้าของผิดหรือไม่. การแอบรักคนมีเจ้าของผิดหรือไม่ ถ้าผิดเราจะมีวิธีตัดใจอย่างไรเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงตอบเอาไว้ว่า

  1. เขาเป็นคนที่มีเจ้าของ
  2. เราก็รู้อยู่แล้วว่าเขามีเจ้าของ
  3. เรามีจิตที่ระเมิด
  4. เราลงมือระเมิดสำเร็จ

ถ้าเราทำครบทั้ง 4 ประการ ถือว่าเราผิดแน่นอน ผู้เขียนอยากจะสรุปวิธีทำใจง่ายๆ ให้จำกันไว้ว่า สุขจากการละเมิดคนมีเจ้าของเป็นของชั่วคราว แต่ให้ความปวดร้าวที่แสนยาวนาน

มีชู้หรือมีกิ๊ก บาปเท่ากันไหม. วัยรุ่นไทยถามอยู่บ่อยครั้งว่าระหว่างกิ๊กกับชู้พฤติกรรมไหนจะบาปมากกว่ากัน ก็ขอตอบว่า ทั้งกิ๊กและชู้ต่างก็พฤติกรรมที่บาปด้วยกันทั้งคู่ เพราะไม่ว่าจะกิ๊กและทั้งชู้ต่างก็เป็นพฤติกรรมที่บาปด้วยกันทั้งคู่ เพราะไม่ว่าจะกิ๊กหรือชู้ต่างก็คือพฤติกรรมที่ละเมิดความสงบสุขของคู่รัก ของคู่ควง และของคู่ครองเช่นกัน เปรียบเสมือนเรามีงูเห่าอยู่ตัวหนึ่ง แล้วเปลี่ยนชื่องูเห่านั้นว่างูกิ๊ก แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็นงูกิ๊กแต่คุณสมบัติของงูเห่าพิษยังอยู่ครบความข้อนี้ฉันใด ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนชื่อจากชู้เป็นกิ๊ก แท้ที่จริงก็เป็นอันตรายและเป็นบาปด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นควรจะรักเดียวใจเดียวและหลีกเลี่ยงทั้งพฤติกรรมชู้และพฤติกรรมกิ๊ก เพราะที่ใดมีชู้ที่นั้นมีช้ำ ที่ใดมีกิ๊กที่นั้นมีกรรม

รับมือกับอาร์ตตัวแม่. การที่คุณจะเข้าใจใครสักคนหนึ่งจะต้องศึกษาคนคนนั้นอย่างลึกซึ้งเพราะว่า สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา คำสำคัญไม่อาจฟังด้วยหูดังนั้นวิธีการศึกษาคนอย่างลึกซึ้งเพื่อที่จะได้รู้จักเขาทุกแง่ทุกมุมก็คือ

  1. อยากรู้จักปัญญา ต้องศึกษาจากการสนทนา
  2. อยากรู้นิสัย ต้องศึกษาจากการอยู่ร่วม
  3. อยากรู้จักความรู้ความสามารถ ต้องศึกษาจากการทำงาน
  4. อยากรู้จักกำลังใจ ต้องรอพิสูจน์เรื่องราวที่เกิดจากวิกฤตการณ์
  5. อยากรู้จักความภักดี ต้องศึกษาในคราวที่ตนเองกำลังตกต่ำ

ถ้าคุณศึกษาคนจากสถานการณ์ทั้ง 5. จนครบถ้วน คราวนี้ไม่ว่าจะเป็นอาร์ตตัวพ่อหรืออาร์ตตัวแม่ก็ไม่ยากเกินที่จะเข้าใจ

หักอกคนอื่นบาปหรือไม่. การหักอกคนอื่นจะถือว่าบาปหรือไม่บาปก็ต้องพิจารณาจากเจตนารมณ์เป็นสำคัญ ถ้าคนใดคนหนึ่งผูกสมัครรักใคร่กับใครคนหนึ่ง แล้ววางเจตนารมณ์ไว้ตั้งแต่ต้นว่า เมื่อสมปรารถนาแล้วก็จะผละจากเขาไป การที่วางเจตนาเอาไว้แต่ต้นเช่นนี้ เมื่อหักอกเขาก็เท่ากับว่าเรานั้นเป็นบาปเต็มประตู แต่ถ้าลองคบกันไป เรียนรู้กันไปได้สักพักใหญ่แล้วในที่สุดก็ได้บทสรุปว่า ถึงอย่างไรเราก็ไปกันไม่ได้ จึงเลิกร้างห่างเหินกันไป ในกรณีนี้ถือว่าไม่เป็นบาป ฉะนั้นต้องใช้วิจารณญาณอย่างถ้วนถี่อยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ก่อนเลือกคู่ครอง ก่อนเลือกคู่รัก จงลืมตาทั้งสองข้าง แต่เมื่อเลือกไปแล้วจงปิดตาเสียข้างหนึ่ง


 

Blog

ชีวิตต้องพร้อมนับ 1 ใหม่เสมอ..

                บางครั้งชีวิตคนเราก็ต้องมีพลั้งพลาดกันบ้าง เราเชื่อว่าไม่มีใครคนไหนที่ไม่เคยทำผิดพลาด แต่เมื่อเราทำผิดพลาดไปแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาและทำให้มันดีขึ้นได้แค่ไหน

ประโยคที่ว่า “ชีวิต ไม่มีอะไรที่แน่นอน” แม้มันจริงแต่ก็ฟังดูง่ายเกินไป ซึ่งหากเราลองพิจารณาเราจะพบว่าไม่มีใครอยู่ได้โดยลำพัง หรือโดยไม่พึ่งพาใครเลย มันจึงเป็นเหตุว่า แม้เราจะ “มั่นคงต่อตนเอง” เพียงใดก็ไม่อาจคาดหวังหรือบังคับให้คนอื่น สิ่งอื่น มั่นคงไปพร้อมกับเราได้ เราแพ้ได้ เราท้อได้ แต่เราต้องใช้ชีวิตต่อด้วยสติ ชีวิตของเรานั้นแสนสั้นเกินกว่าจะคิดลบกับมันจงใช้ชีวิต แม้จะเจอทั้งเรื่องดีหรือไม่ดีคิดว่ามันคือรสชาติของชีวิตซึ่งทุกคนต้องพบเจออยู่แล้ว

อย่ากลัวการเริ่มใหม่ ที่ต้องถอยหลัง

หากมองย้อนไปเราก็คงมีประสบการณ์ “เริ่มใหม่” กับอะไรกันมาบ้าง เช่น เข้าโรงเรียนใหม่ ที่ทำงานใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ เพียงแต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำคุณเดือดร้อนใจเท่าการที่อะไร “พังลงไป” แล้วต้องเริ่มใหม่ เราอาจไม่อยากยอมรับ และยากทำใจ หากในตอนนี้หรือตอนที่เรามีสติเราจะพบว่า เราอาจแค่กำลังผิดหวัง เสียใจเลยยังไม่คิดเริ่มใหม่ และจมอยู่กับความเศร้าตรงนั้น เหมือนทุกอย่างเป็นศูนย์ ถดถอย หรือถอยหลัง

มองมุมหนึ่งแล้วที่จริงการเริ่มใหม่ ไม่ใช่เป็นการถอยหลังแม้มันจะคล้ายกันก็ตาม เปรียบเปรยเหมือนการที่เราเดินทางเข้าไปเจอซอยตัน เราก็ต้องถอยหลัง แต่ใช่ว่าเราจะไม่ไปต่อ เราถอยเพื่อไปจุดที่ต้องเริ่มใหม่ เลี้ยวใหม่ไปอีกทาง แต่ไม่ใช่ถอยไปกลับสู่จุดเริ่มต้น หรือย้อนไปมากกว่านั้น

อยากเริ่มใหม่ แต่ทำไม่ได้

ถ้ามีความสุขดี เราคงไม่อยากเริ่มใหม่ มันคงเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็คิดเช่นนี้ แต่มีหลายคนอยู่ในภาวะที่อยากเริ่มใหม่แต่ทำไมได้ เหตุผลหนึ่งเพราะไม่เคยเตรียมใจไว้ หรือเตรียมพร้อมว่าต้องเริ่มใหม่  เราจึงสร้างพันธะ หรือความผูกพันธ์บางสิ่งบางอย่างเอาไว้เหนียวแน่น จนถอยไม่ได้ แยกไม่ได้ และออกจากจุดนั้นไปง่าย ๆ ไม่ได้

บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราประเมินเกินจริง กล่าวคือ ที่จริงหากเราจะเริ่มใหม่ก็ทำได้ แค่คิดกังวล กลัวมากไปเอง แต่บางเรื่องก็ยากลำบากจริง ๆ ในการที่จะไปเริ่มใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ ชีวิต ความรัก ความสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตาม ที่บทความนี้เพียงสะท้อนให้เห็นว่า การพร้อมที่จะเริ่มนับ 1 ใหม่ อาจต้องเคยคิด และเคยวางแผนไว้แต่ต้นบ้างว่า เราควรพร้อมเสมอ

ต้องพร้อมนับ 1 ใหม่

การนับ 1 ใหม่ หรือเริ่มต้นใหม่ของหลายคนอาจเกิดจากความจำเป็น เช่น ทุกอย่างถูกทำลายลงไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้นอกจากเริ่มใหม่ แต่ในด้านหนึ่งไม่มีวันที่มันจะไม่เหลืออะไรเลย อย่างน้อยก็ความรู้ ประสบการณ์ และในทางตรงกันข้าม หากคิดว่าพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ในบางอย่าง ก็มิใช่ว่าต้องทำลายสิ่งที่มี หรือทิ้งทุกอย่างก่อน ไม่ให้เหลืออะไร เช่นกัน

ตัวอย่าง เช่น การเริ่มธุรกิจใหม่ หลายคนอาจเลือก เซ้งร้านเดิมทำร้านใหม่ หรือเลิกธุรกิจเดิม ไปทำธุรกิจอื่น แต่ในมุมหนึ่งเราอาจเริ่มธุรกิจใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งธุรกิจเดิมก็ได้ เช่น ร้านข้าวมันไก่ เหมือนเดิม… แต่ชื่อร้านใหม่ สูตรใหม่ การจัดการใหม่ การตกแต่งใหม่ ปรับปรุงจากสิ่งที่เคยเรียนรู้มา เพราะมันก็ดีกว่าย่ำกับที่ หรือต้องถอยหลังไปคิดว่า ขายอะไรดี? และต้องดูให้ดีว่านี่คือการเริ่มใหม่บนสิ่งแวดล้อมใหม่หมด ไม่ใช่แค่ปรับปรุงหรือที่ได้บอกไปว่าเพียง Restart ที่ผลลัพธ์ก็อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก

หรือในชีวิตความสัมพันธ์ เราอาจอภัยแฟน แบบหมดใจ ไม่ว่าเขาจะผิดอะไรมา บนความเข้าใจใหม่ และเรียนรู้ว่า แฟนคนนี้ที่จริงนิสัยอย่างไร หรือปัจจุบันเขาเป็นอย่างไร ไม่ใช่คนที่เราเคยคบ เคยรู้จัก และบางทีเราก็แค่ไม่เคยรู้จักเขาดีพอ แต่ถ้าเพียงอภัยได้แต่ไม่ลืม หรือยังคาดหวังให้เขาเป็นแบบที่เรา “เคยคิด” นั้นมันก็ไม่ใช่การเริ่มใหม่ เพราะไม่นานมันก็ต้องแย่เหมือนเดิม เพราะลึก ๆ เขาก็เป็นแบบนั้น เราก็ยังคงเป็นแบบนี้…

การพร้อมนับ 1 ใหม่อาจเริ่มจาก “ไม่คาดหวัง (กับสิ่งเดิม)” กับแนวคิดเดิม วิธีการเดิม ผู้คนและสิ่งแวดล้อมเดิม เพื่อไปสู่เป้าหมายเดิม หรือเป้าหมายใหม่ก็ได้ เพราะปัญหาจุดแรกที่เรายังนับ 1 ไม่ได้ หรือทำใจในการนับ 1 ไม่ได้เพราะเรายังคาดหวัง ยังจดจำ หรือพร้อมเพียงแต่จะเดินไปในเส้นทางเดิมที่มันไม่เคยดี

อีกสิ่งหากคิดให้ดีเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วก็ตาม เหมือนโทรศัพท์มือถือ กับคอมพิวเตอร์ หากเรามี Back up (แบคอัพ-สำรองข้อมูล) ไว้พร้อม มันจะพังเมื่อไหร่ เสียเมื่อไหร่ หายเมื่อไหร่ อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มอะไรใหม่หมด เพียงแต่ว่าในชีวิตเราอะไรที่ต้อง Back up บ้าง แต่ละคนก็อาจต่างกันไป สำคัญแค่เคยสำรองไว้หรือเปล่า? สิ่งสำคัญคือต้องมีหัวใจที่เข้มแข็งและเข้าใจว่า ชีวิตควรจะพร้อมนับ 1 ใหม่ได้เสมอ

บางครั้งชีวิตคนเราก็ต้องมีพลั้งพลาดกันบ้าง เราเชื่อว่าไม่มีใครคนไหนที่ไม่เคยทำผิดพลาด แต่เมื่อเราทำผิดพลาดไปแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาและทำให้มันดีขึ้นได้แค่ไหน

ประโยคที่ว่า “ชีวิต ไม่มีอะไรที่แน่นอน” แม้มันจริงแต่ก็ฟังดูง่ายเกินไป ซึ่งหากเราลองพิจารณาเราจะพบว่าไม่มีใครอยู่ได้โดยลำพัง หรือโดยไม่พึ่งพาใครเลย มันจึงเป็นเหตุว่า แม้เราจะ “มั่นคงต่อตนเอง” เพียงใดก็ไม่อาจคาดหวังหรือบังคับให้คนอื่น สิ่งอื่น มั่นคงไปพร้อมกับเราได้ เราแพ้ได้ เราท้อได้ แต่เราต้องใช้ชีวิตต่อด้วยสติ ชีวิตของเรานั้นแสนสั้นเกินกว่าจะคิดลบกับมันจงใช้ชีวิต แม้จะเจอทั้งเรื่องดีหรือไม่ดีคิดว่ามันคือรสชาติของชีวิตซึ่งทุกคนต้องพบเจออยู่แล้ว

อย่ากลัวการเริ่มใหม่ ที่ต้องถอยหลัง

หากมองย้อนไปเราก็คงมีประสบการณ์ “เริ่มใหม่” กับอะไรกันมาบ้าง เช่น เข้าโรงเรียนใหม่ ที่ทำงานใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ เพียงแต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำคุณเดือดร้อนใจเท่าการที่อะไร “พังลงไป” แล้วต้องเริ่มใหม่ เราอาจไม่อยากยอมรับ และยากทำใจ หากในตอนนี้หรือตอนที่เรามีสติเราจะพบว่า เราอาจแค่กำลังผิดหวัง เสียใจเลยยังไม่คิดเริ่มใหม่ และจมอยู่กับความเศร้าตรงนั้น เหมือนทุกอย่างเป็นศูนย์ ถดถอย หรือถอยหลัง

มองมุมหนึ่งแล้วที่จริงการเริ่มใหม่ ไม่ใช่เป็นการถอยหลังแม้มันจะคล้ายกันก็ตาม เปรียบเปรยเหมือนการที่เราเดินทางเข้าไปเจอซอยตัน เราก็ต้องถอยหลัง แต่ใช่ว่าเราจะไม่ไปต่อ เราถอยเพื่อไปจุดที่ต้องเริ่มใหม่ เลี้ยวใหม่ไปอีกทาง แต่ไม่ใช่ถอยไปกลับสู่จุดเริ่มต้น หรือย้อนไปมากกว่านั้น

อยากเริ่มใหม่ แต่ทำไม่ได้

ถ้ามีความสุขดี เราคงไม่อยากเริ่มใหม่ มันคงเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็คิดเช่นนี้ แต่มีหลายคนอยู่ในภาวะที่อยากเริ่มใหม่แต่ทำไมได้ เหตุผลหนึ่งเพราะไม่เคยเตรียมใจไว้ หรือเตรียมพร้อมว่าต้องเริ่มใหม่  เราจึงสร้างพันธะ หรือความผูกพันธ์บางสิ่งบางอย่างเอาไว้เหนียวแน่น จนถอยไม่ได้ แยกไม่ได้ และออกจากจุดนั้นไปง่าย ๆ ไม่ได้

บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราประเมินเกินจริง กล่าวคือ ที่จริงหากเราจะเริ่มใหม่ก็ทำได้ แค่คิดกังวล กลัวมากไปเอง แต่บางเรื่องก็ยากลำบากจริง ๆ ในการที่จะไปเริ่มใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ ชีวิต ความรัก ความสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตาม ที่บทความนี้เพียงสะท้อนให้เห็นว่า การพร้อมที่จะเริ่มนับ 1 ใหม่ อาจต้องเคยคิด และเคยวางแผนไว้แต่ต้นบ้างว่า เราควรพร้อมเสมอ

ต้องพร้อมนับ 1 ใหม่

การนับ 1 ใหม่ หรือเริ่มต้นใหม่ของหลายคนอาจเกิดจากความจำเป็น เช่น ทุกอย่างถูกทำลายลงไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้นอกจากเริ่มใหม่ แต่ในด้านหนึ่งไม่มีวันที่มันจะไม่เหลืออะไรเลย อย่างน้อยก็ความรู้ ประสบการณ์ และในทางตรงกันข้าม หากคิดว่าพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ในบางอย่าง ก็มิใช่ว่าต้องทำลายสิ่งที่มี หรือทิ้งทุกอย่างก่อน ไม่ให้เหลืออะไร เช่นกัน

ตัวอย่าง เช่น การเริ่มธุรกิจใหม่ หลายคนอาจเลือก เซ้งร้านเดิมทำร้านใหม่ หรือเลิกธุรกิจเดิม ไปทำธุรกิจอื่น แต่ในมุมหนึ่งเราอาจเริ่มธุรกิจใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งธุรกิจเดิมก็ได้ เช่น ร้านข้าวมันไก่ เหมือนเดิม… แต่ชื่อร้านใหม่ สูตรใหม่ การจัดการใหม่ การตกแต่งใหม่ ปรับปรุงจากสิ่งที่เคยเรียนรู้มา เพราะมันก็ดีกว่าย่ำกับที่ หรือต้องถอยหลังไปคิดว่า ขายอะไรดี? และต้องดูให้ดีว่านี่คือการเริ่มใหม่บนสิ่งแวดล้อมใหม่หมด ไม่ใช่แค่ปรับปรุงหรือที่ได้บอกไปว่าเพียง Restart ที่ผลลัพธ์ก็อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก

หรือในชีวิตความสัมพันธ์ เราอาจอภัยแฟน แบบหมดใจ ไม่ว่าเขาจะผิดอะไรมา บนความเข้าใจใหม่ และเรียนรู้ว่า แฟนคนนี้ที่จริงนิสัยอย่างไร หรือปัจจุบันเขาเป็นอย่างไร ไม่ใช่คนที่เราเคยคบ เคยรู้จัก และบางทีเราก็แค่ไม่เคยรู้จักเขาดีพอ แต่ถ้าเพียงอภัยได้แต่ไม่ลืม หรือยังคาดหวังให้เขาเป็นแบบที่เรา “เคยคิด” นั้นมันก็ไม่ใช่การเริ่มใหม่ เพราะไม่นานมันก็ต้องแย่เหมือนเดิม เพราะลึก ๆ เขาก็เป็นแบบนั้น เราก็ยังคงเป็นแบบนี้…

การพร้อมนับ 1 ใหม่อาจเริ่มจาก “ไม่คาดหวัง (กับสิ่งเดิม)” กับแนวคิดเดิม วิธีการเดิม ผู้คนและสิ่งแวดล้อมเดิม เพื่อไปสู่เป้าหมายเดิม หรือเป้าหมายใหม่ก็ได้ เพราะปัญหาจุดแรกที่เรายังนับ 1 ไม่ได้ หรือทำใจในการนับ 1 ไม่ได้เพราะเรายังคาดหวัง ยังจดจำ หรือพร้อมเพียงแต่จะเดินไปในเส้นทางเดิมที่มันไม่เคยดี

อีกสิ่งหากคิดให้ดีเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วก็ตาม เหมือนโทรศัพท์มือถือ กับคอมพิวเตอร์ หากเรามี Back up (แบคอัพ-สำรองข้อมูล) ไว้พร้อม มันจะพังเมื่อไหร่ เสียเมื่อไหร่ หายเมื่อไหร่ อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มอะไรใหม่หมด เพียงแต่ว่าในชีวิตเราอะไรที่ต้อง Back up บ้าง แต่ละคนก็อาจต่างกันไป สำคัญแค่เคยสำรองไว้หรือเปล่า? สิ่งสำคัญคือต้องมีหัวใจที่เข้มแข็งและเข้าใจว่า ชีวิตควรจะพร้อมนับ 1 ใหม่ได้เสมอ

Blog, ข่าว

Creepy Joe พฤติกรรมสุดแปลกของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ

 

หลังจากการเลือกตั้งของอเมริกาผ่านไป ได้มีประเด็นผุดขึ้นมา นั่นคือ พฤติกรรมที่ชอบใกล้ชิดจนเกินไปของโจ ไบเดน กับเหล่าเด็ก ๆ และคนที่อายุน้อยกว่า เช่น กระซิบข้างหู การแตะเนื้อต้องตัว ซึ่งผู้ถูกกระทำมีพฤติกรรมต่อต้าน

สามารถรับชมได้ในคลิปวิดีโอข้างต้น

Blog

น้ำต้มกระเทียมรักษาโควิดไม่ได้

อย.'วอนอย่าเชื่อน้ำต้มกระเทียม ฆ่าเชื้อโควิดชี้รักษากลาก-เกลื้อน | เดลินิวส์ | LINE TODAY

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ @Fda Thai ถึงการแชร์กันผิด ๆ เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีคนส่งต่อกันว่า การดื่มน้ำต้มกระเทียม ช่วยรักษาโรคโควิด-19 ได้ โดยระบุข้อความว่า “โรคโควิด-19 พบครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีนซึ่งเชื้อนี้กำลังระบาดไปยังหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยผู้ที่เป็นจะมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจไม่สะดวก ปวดเมื่อยร่างกาย บางรายอาจมีอาการท้องเสีย อาเจียนร่วมด้วย

จึงมีกระแสว่า การดื่มน้ำต้มกระเทียม ช่วยรักษาโรคโควิด-19 ได้ แท้จริงแล้วกระเทียม เป็นสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานมีสรรพคุณทางยาโดยนำน้ำกระเทียมมาใช้ในการบรรเทาอาการกลาก เกลื้อนได้ ไม่ได้มีฤทธิ์ในการยับยั้งโรคโควิด-19 ได้ ดังนั้นข่าวแชร์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง การป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสที่ดีที่สุด คือหากสงสัยว่าตนเองเสี่ยงที่จะติดเชื้อ ให้รีบไปพบแพทย์ และกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคนี้โดย
1. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดและไม่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ ไอ จาม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้สวมหน้ากากอนามัย
2. หมั่นล้างมือให้สะอาด
3. กินอาหารปรุงสุกใหม่ ๆ ใช้ช้อนของตนเอง
4. อย่าแคะจมูก ขยี้ตา และพยายามไม่เอามือไปจับที่ใบหน้า

Blog, ข่าว, ธรรมชาติ

กิ้งกือสีชมพู

กิ้งกือสีชมพู หรือ กิ้งกือมังกรสีชมพู ค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 โดยคณะกรรมการตัดสินผู้ทรงคุณวุฒิจาก 14 สถาบันที่มีชื่อเสียง อาทิ Harvard University, University of Kansas, Natural History Museum London, Royal Botanic Garden Kew UK, ICZN, CSIRO Australia ได้ทำการคัดเลือกจากผลงานการค้นพบที่ได้บรรยายรายละเอียดแล้วใน ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) ซึ่งเป็นการค้นพบสำคัญของ ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา และคณะ จากหน่วยปฏิบัติการซิสเทมาติคส์ของสัตว์ (Animal Systematics Research Unit) ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยสำรวจอย่างต่อเนื่องและได้ร่วมงานกับโครงการ BRT มาอย่างยาวนาน คือการค้นพบ “กิ้งกือมังกรชมพู”

กิ้งกือมังกรสีชมพู มีเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น - เบาสมอง

          ชื่อวิทยาศาสตร์: Desmoxytes purpurosea

          ลักษณะพิเศษ: สีสันสีชมพูที่โดดเด่นแบบ shocking pink ลักษณะรูปร่างที่สง่างามด้วยลวดลายและปุ่มหนามคล้ายมังกร รวมไปถึงสารพิษประเภทไซยาไนด์ที่ขับออกมาป้องกันศัตรูที่เป็นผู้ล่าทั้งหลาย

การค้นพบครั้งนี้เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ประเทศไทยยังอุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ สามารถที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในแง่มุมต่างๆได้ การค้นพบครั้งนี้เป็นการนำชื่อเสียงมาสู่คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาชีววิทยา พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอง

         Reference: H. Enghoff, C. Sutcharit & S. Panha. 2007. The shocking pink dragon millipede, Desmoxytes purpurosea, a colourful new species from Thailand (Diplopoda: Polydesmida: Paradoxosomatidae). Zootaxa 1563: 31-36.

          Type material: Holotype, Museum of Zoology, Chulalongkorn University, Bangkok; paratypes, Chulalongkorn University and Natural History Museum of Denmark, University of Copenhagen.

Blog

5 วาไรตี้เกาหลี เรียกเสียงหัวเราะ คลายความเหงา ยาม Social Distancing

ทางด้าน กอล์ฟ พิชญะ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เผยโมเมนท์หลังได้เจอกับหลานว่า “หลานเป็นคนแรกที่ไม่ตกใจหัวกอล์ฟสุดแล้ว ก็เป็นโมเมนท์ที่สนุกมาก ดีมาก น้องแม็กซ์เวลล์ซนมาก มีไปว่ายน้ำ ต่อของเล่นกัน หลายกิจกรรมครับ”

“(โมเมนท์ไมค์ได้อยู่กับลูก)ก็รู้สึกอบอุ่นใจ จริงๆ แล้วเด็กควรจะได้ใช้โมเมนท์ร่วมกับทั้งพ่อและแม่ เรื่องขอสิทธิ์รับรองบุตรไมค์ก็มีคุยๆ กันบ้าง ส่วนรายละเอียดเรื่องข้อตกลงว่าจะเจอกันบ่อยไหม กอล์ฟไม่ทราบว่าตกลงกันไว้ยังไง อาจจะเป็นเรื่องของศาล และข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย”

“ไมค์ก็มีซื้อนาฬิกาที่สามารถโทรคุยกันได้ให้หลาน น้องแม็กซ์เวลล์ก็โทรหาทั้งแดดดี๊ ทั้งลุง โทรบ่อย เราก็โอเค แต่ถ้าโมเมนท์เราทำงานอยู่ เราก็จะส่งเสียงไปบอกหลานว่าลุงทำงานอยู่ เขาใช้นาฬิกาเป็นเร็วมาก กอล์ฟก็สอนเรื่องแบตเตอรี่ไป เอาไว้เผื่อเวลาคิดถึง จะได้คุยกันเห็นหน้ากันได้”

ส่วนเรื่องที่ ไมค์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า น้องแม็กซ์เวลล์เปลี่ยนไป กอล์ฟเผยว่า “ตอนนี้กอล์ฟไม่ได้สังเกตุ แต่ก็เหมือนจะปกตินะ จากก่อนหน้าตอนนี้ก็ดูปกติดีครับ”