บทความทั่วไป

โรคเสพติดการช้อปปิ้ง เสี่ยงทำให้เป็นผู้ป่วยทางจิต

สมัยนี้การชอปปิ้งเป็นเรื่องง่าย เราสามารถช้อปปิ้งได้เพียงแค่คลิกเดียว ความสะดวกสบายคือสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า พฤติกรรมเช่นนี้นำมาสู่การก่อให้เกิดโรคที่เสี่ยงต่อการทำให้เป็นผู้ป่วยทางจิตได้เช่นกัน ซึ่งวันนี้เราขอชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับโรคชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Shopaholic ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการเสพติดการช้อปปิ้งนั่นเอง โรคนี้มีสาเหตุ อาการ และส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างไรบ้างนั้น ไปดูกัน

Shopaholic คืออะไร

Shopaholic คือโรคทางจิตที่ใช้เรียกบุคคลที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินในการซื้อของจนทำให้เกิดปัญหาตามมา ซึ่งบุคคลในกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ จะรู้สึกดีมากทุกครั้งที่ได้จับจ่ายซื้อของ และการจับจ่ายซื้อของในแต่ละครั้งไม่ได้คำนึงถึงความจำเป็นแต่อย่างใด รวมทั้งมีอารมณ์ความรู้สึกอ่อนไหวและมักหมกมุ่นกับการช้อปปิ้ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นสินค้าลดราคา บุคคลกลุ่มนี้จะสนใจมากๆ จนบางรายได้รับผลกระทบถึงขั้นเป็นหนี้สินและเกิดปัญหาครอบครัวตามมาอีกด้วย

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค Shopaholic

ในส่วนของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค Shopaholic นั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งสาเหตุนั้นจะมาทั้งจากตัวบุคคลเอง รวมทั้งจากสิ่งเร้าภายนอก สามารถสรุปสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค Shopaholic ได้ดังนี้

1.เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เนื่องจากมีความวิตกกังวล และเกิดภาวะเครียด จนต้องหาทางระบายอารมณ์ และมักจะใช้วิธีการช้อปปิ้งเพื่อคลายเครียด

2.เกิดจากความสะดวกสบาย เนื่องจากมีแอปพลิเคชั่นสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้เลือกใช้มากมาย จึงส่งผลให้เกิดการช้อปปิ้งบ่อยๆ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสพติดได้

3.ไม่ภูมิใจในตัวเอง จนต้องพยายามสร้างตัวตนเพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือการเข้าสังคม เช่น การแต่งตัว จึงทำให้เกิดพฤติกรรมช้อปปิ้งบ่อยๆ เพื่อสร้างตัวตนของตัวเองให้ดูดี หวังให้ได้รับการยอมรับจากสังคม

4.เสพสื่อโฆษณามากเกินไป รวมทั้งเห็นการรีวิวสินค้าผ่านทางสื่อออนไลน์เป็นประจำจนทำให้เกิดความอยากได้ และเกิดพฤติกรรมการช้อปปิ้งในที่สุด

อาการของโรค Shopaholic

หากสาวๆ สงสัยว่าพฤติกรรมการช้อปปิ้งของตัวเอง จะส่งผลทำให้เป็นโรค Shopaholic หรือไม่นั้น สามารถสังเกตอาการต่างๆ ได้ดังนี้

1.ซื้อของทุกวันหรือทุกสัปดาห์

2.รู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขมากๆ หลังจากได้ช้อปปิ้ง

3.มีนิสัยใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงิน และเปิดใบใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่ชำระหนี้บัตรใบเก่า

4.ซื้อของโดยที่ไม่คำนึงถึงความจำเป็น จนทำให้ของที่ซื้อมาไม่ถูกนำมาใช้

5.มีพฤติกรรมโกหกหรือขโมยเพื่อให้ได้ช้อปปิ้ง

6.บางครั้งอาจจะรู้สึกผิดหลังช้อปปิ้ง แต่ก็ยังคงทำต่อไป เนื่องจากไม่สามารถควบคุมและยับยั้งพฤติกรรมการช้อปปิ้งได้

ผลกระทบจากโรค Shopaholic

เมื่อเป็นโรค Shopaholic ผลกระทบที่จะตามมานั้นไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบอื่นๆ อีกมากมายดังนี้

1.เกิดการสร้างหนี้สินจนเกินความสามารถในการรับผิดชอบ

2.เกิดปัญหาในด้านความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

3.เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้จิตเสื่อม เนื่องจากมีภาวะเครียดจากการมีหนี้สินมากมาย

จะเห็นได้ว่าโรค Shopaholic นั้นเป็นโรคที่สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้เสมอ ดังนั้นหากรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีพฤติกรรมของโรคชนิดนี้ แนะนำให้รีบแก้นิสัยตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น คำนึงถึงความจำเป็นก่อนตัดสินใจซื้อ พยายามทำรายรับรายจ่ายเพื่อให้เห็นพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง รวมทั้งรู้จักควบคุมหรือจัดการอารมณ์ในการช้อปปิ้งของตัวเองให้ดี

 

บทความทั่วไป

ทำไมต้องแปรงลิ้นหลังแปรงฟัน

การแปรงลิ้น ถือเป็นการทำความสะอาดภายในช่องปาก เพราะลักษณะลิ้นของคนเรานั้นจะมีปุ่มรับรสเล็กๆ อยู่มากมาย ปุ่มเหล่านี้จะสัมผัสกับอาหารที่เรากินเข้าไปตลอดเวลา จนทำให้อาจจะมีเศษอาหารติดอยู่ตามปุ่มลิ้นเหล่านี้ ทำให้บางครั้ง ถึงเราจะรู้สึกว่าแปรงฟันสะอาดแล้ว ใช้ไหมขัดฟันก็แล้ว แต่ยังมีกลิ่นปากอยู่ นั่นก็เพราะว่ามาจากคราบอาหารที่ติดอยู่ตามปุ่มลิ้นแล้วทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียในช่องปากนั่นเอง

ทำไมต้องแปรงลิ้น?

ปากของเรานั้นเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุดของแบคทีเรีย ความจริงที่เราไม่รู้ก็คือ ในปากเรานั้นมีแบคทีเรียหลายพันล้านชนิดอาศัยอยู่ เนื่องจากมันมืด ชื้น และมีเศษอาหารตกค้างให้แบคทีเรียกิน แม้ว่าแบคทีเรียบางชนิดจะมีประโยชน์ก็ตาม แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ก่อให้เกิดปัญหาในช่องปากตามมา โดยเฉพาะปัญหากลิ่นปาก เพราะแบคทีเรียบางชนิดจะทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโนจากเศษอาหาร จากนั้นจะสร้างสารประกอบกำมะถันที่ส่งกลิ่นเหม็นออกมา

การแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่อาจกำจัดแบคทีเรียในช่องปากได้สะอาดนัก เนื่องจากแบคทีเรียในช่องปากฝังอยู่บนผิวลิ้นมากกว่าบนฟัน เพราะผิวลิ้นจะมีลักษณะขรุขระ มีรอยแยกและรอยแตกมากมาย เหมาะแก่การซ่อนตัวเพื่อเจริญเติบโต การแปรงหรือขูดลิ้นจะช่วยขจัดแบคทีเรียเหล่านี้ออกไปได้

หลายคนเลี่ยงไปใช้วิธีการบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากแทน แต่น้ำยาบ้วนปากไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนลิ้นได้ เพราะแบคทีเรียที่รวมตัวกันจำนวนมากจะเคลือบผิวลิ้นเป็นฟิล์มบางๆ การบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก อาจทำลายชั้นฟิล์มที่เคลือบอยู่บนลิ้นได้ แต่ทำลายเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ ทำให้แบคทีเรียยังคงเจริญเติบโตต่อไป

ดังนั้น การแปรงลิ้นนอกจากจะทำให้ช่องปากของเราสะอาดแล้ว ยังช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย และช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่นขึ้นได้อีกด้วย

ประโยชน์ของการแปรงลิ้น

ประโยชน์ของการแปรงลิ้นต่อสุขภาพของช่องปาก มีดังนี้

  • ลมหายใจดีขึ้น แบคทีเรียที่ไม่ดีเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของกลิ่นปาก จากการทำปฏิกิริยากับเศษอาหารที่หลงเหลืออยู่ และหมักหมมอยู่เป็นเวลานาน การขูดหรือแปรงลิ้นจะช่วยขจัดชั้นของแบคทีเรียที่หมักหมมอยู่นี้ออกไป ทำให้ลมหายใจสะอาดขึ้น
  • การรับรสชาติของอาหารดีขึ้น เนื่องจากต่อมรับรสบนผิวลิ้นถูกแบคทีเรียสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เคลือบไว้ ทำให้รับรสชาติได้ไม่ดีเท่าที่ควร การทำความสะอาดลิ้นจึงช่วยให้เราได้สัมผัสกับรสชาติอาหารมากขึ้น
  • ดีต่อสุขภาพฟัน แบคทีเรียที่ไม่ดี เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันผุและโรคเหงือกได้ อย่าลืมว่าลิ้นเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ในช่องปาก จึงเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียจำนวนมาก
  • ดีต่อสุขภาพในช่องปาก การแปรงลิ้นช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเชื้อราในช่องปาก หรืออาการลิ้นเป็นฝ้า ที่เกิดจากการสะสมของแบคทีเรียปริมาณมาก แล้วเกิดรอยสีขาวบนลิ้น ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งรุนแรงกว่าโรคเหงือกอักเสบ (โรคที่เกิดการอักเสบของอวัยวะที่อยู่รอบๆ ฟัน เช่น เหงือก เคลือบรากฟัน กระดูกเบ้าฟัน) ซึ่งอาจทำให้อวัยวะเหล่านี้ถูกทำลายไปอย่างช้าๆ จนอาจสูญเสียฟันได้
  • เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย เนื่องจากลิ้นเป็นส่วนหนึ่งที่รับเอาสารพิษต่างๆ ที่เข้าสู่ช่องปาก การขูดหรือแปรงลิ้นจะป้องกันไม่ให้สารพิษถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

วิธีการแปรงลิ้น

คนส่วนใหญ่เลี่ยงที่จะแปรงลิ้นหลังการแปรงฟัน ก็เพราะว่ามันทำให้เกิดอาการอยากอาเจียน หรือรู้สึกพะอืดพะอม แล้วหันไปใช้น้ำยาบ้วนปากแทน แต่การใช้น้ำยาบ้วนปากไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียบนลิ้นได้ การแปรงลิ้นจึงจำเป็นต่อสุขภาพของช่องปาก แม้จะทำได้ยาก แต่ก็ควรพยายามทำ โดยทำความสะอาดลิ้นนั้น เราสามารถใช้แปรงสีฟัน หรือใช้ที่ขูดลิ้น แปรงเบาๆ ให้ทั่วลิ้น เพื่อกำจัดคราบต่างๆ ที่ตกค้างอยู่บนลิ้นออกไป

วิธีการแปรงลิ้นที่คอลเกตแนะนำ ให้เริ่มต้นที่ลิ้นด้านหลัง (ค่อนไปทางโคนลิ้น) เนื่องจากแบคทีเรียในช่องปากส่วนใหญ่จะสะสมอยู่บนผิวลิ้นด้านหลัง ซึ่งทำให้มีกลิ่นปากได้ ให้แปรงเบาๆ ด้วยน้ำสะอาด หรืออาจใช้ที่ขูดลิ้นที่มีขายทั่วไปก็ได้ เพราะส่วนใหญ่มักทำจากพลาสติกที่อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น การใช้ที่ขูดลิ้นขูดเบาๆ บนลิ้น จะช่วยลอกแผ่นฟิล์มบางๆ ที่เคลือบอยู่บนผิวลิ้นออก แต่อย่าขูดแรงเกินไป อาจทำให้ผิวลิ้นแตกและเลือดออก

แต่วิธีแปรงลิ้นจากโคนลิ้นมายังปลายลิ้น อาจทำให้เกิดอาการอยากอาเจียน ถ้าอย่างนั้นลองแปรงลิ้นจากซ้ายไปขวาแล้วไล่ลงมาจนถึงปลายลิ้น น่าจะง่ายและรู้สึกดีกว่า

 

บทความทั่วไป

อันตรายจากการเล่นเซิร์ฟสเก็ต

เซิร์ฟสเก็ต (Surf Skate) กีฬาและกิจกรรมสุดฮิตในปัจจุบัน ที่ได้ทั้งออกกำลังกาย ได้ทั้งความสนุกและความเท่ไปพร้อมๆ กัน แต่ควรมีวิธีการเล่นที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของตัวเราและคนอื่น หากเล่นสนุกมากเกินไปแต่ไม่เตรียมความพร้อมร่างกายและอุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บถึงกับต้องมาโรงพยาบาลได้

เซิร์ฟสเก็ต (Surf Skate) คืออะไร?

นพ.ภคภณ อิสรไกรศีล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์เฉพาะทางด้านผ่าตัดผ่านกล้องข้อเข่าและข้อไหล่ แพทย์เวชศาสตร์การกีฬา สถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกาย (BASEM) รพ.กรุงเทพ หรือ FIFA MEDICAL CENTRE OF EXCELLENCE ศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ กล่าวว่า เซิร์ฟสเก็ต (Surf Skate) เป็นกีฬาบนแผ่นกระดานที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างสเก็ตบอร์ดกับกีฬาเซิร์ฟ เคลื่อนที่โดยใช้การบิดตัว ใช้แขนและสะโพกเหวี่ยงในการเดินหน้า และเปลี่ยนทิศทาง

อันตรายที่เกิดขึ้นได้จากการเล่น เซิร์ฟสเก็ต

กีฬาชนิดนี้สามารถเกิดการบาดเจ็บได้สองแบบหลักๆ คือ

  1. อันตรายจากการเล่น เนื่องจากการเล่นเซิร์ฟสเก็ตต้องใช้การทรงตัว การบิดตัว และเหวี่ยงสะโพกในการเล่นอยู่ตลอดเวลา สำหรับผู้เล่นมือใหม่ อาจเกิดการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อและข้อต่างๆ ได้ รวมถึง อาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อยต้นขา รวมทั้งข้อเข่า และข้อเท้า
  2. อันตรายจากอุบัติเหตุ ซึ่งมักเกิดจากการเสียการทรงตัว ล้ม กระแทก สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ตั้งแต่ อาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ แผลถลอก หรือรุนแรงถึงขั้นเอ็นฉีกขาด กระดูกหัก อาจรุนแรงจนถึงขั้นผ่าตัดได้เลยทีเดียว หรืออาจล้มหัวกระแทกสมองกระทบกระเทือนได้เช่นกัน

สาเหตุการบาดเจ็บในการเล่นเซิร์ฟสเก็ต สรุปได้ดังนี้

  • มือใหม่ ยังขาดความคุ้นเคยและความเข้าใจในการเล่น ทำให้การทรงตัว การบังคับแผ่นกระดานสเก็ตไม่ราบรื่น
  • บางคนร่างกายขาดความพร้อม ขาดความยืดหยุ่น ความแข็งแรงและความคล่องตัว
  • สถานที่เล่นไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ขรุขระ มีทราย น้ำขัง ทางลาดชันมาก หรือมีผู้คนพลุกพล่าน โดยเฉพาะหากเลือกเล่นบริเวณใกล้ถนน มีรถวิ่งไปมา อาจจะทำให้เกิดอันตรายรุนแรงถึงชีวิตทั้งแก่ผู้เล่นและผู้สัญจร
  • อุปกรณ์ไม่พร้อม ไม่เหมาะสม เนื่องด้วยชนิดของแผ่นกระดาน ฐานล้อและล้อ มีหลากหลายรูปแบบ หากคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะทำให้การเล่นติดขัดเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ หรือไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกันที่จะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ เช่น หมวกกันกระแทก สนับศอก สนับข้อมือ สนับเข่า เป็นต้น
  • มั่นใจในตัวเองมากไป เมื่อผู้เล่นมีความเชี่ยวชาญขึ้นในระดับหนึ่ง ก็มักต้องการเล่นท่าทางที่ผาดโผนมากขึ้น หรืออยากจะลองเล่นในพื้นที่ลาดเอียงที่ท้าทายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้

อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างเล่นเซิร์ฟสเก็ต

อาการบาดเจ็บรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้จากกีฬาชนิดนี้ ได้แก่

  1. บาดเจ็บศีรษะ เช่น ศีรษะแตก กะโหลกร้าว สมองกระทบกระเทือน หรือมีเลือดออกในสมอง
  2. กระดูกหัก เช่น ข้อมือหัก ข้อศอกหัก กระดูกหัวไหล่หัก ไหปลาร้าหัก ข้อสะโพกหัก ลูกสะบ้าแตก และข้อเท้าหัก
  3. ข้อเคลื่อนหลุด เช่น ข้อไหล่หลุด ข้อศอกหลุด ลูกสะบ้าเคลื่อนหลุดบริเวณเข่า
  4. เอ็นฉีกขาด เช่น เอ็นหัวไหล่ เอ็นข้อศอก เอ็นเข่าหรือเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด เป็นต้น

วิธีปฐมพยาบาล เมื่อบาดเจ็บจากการเล่นเซิร์ฟสเก็ต

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อได้รับบาดเจ็บจากกีฬาเซิร์ฟสเก็ต สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยใช้หลัก P.R.I.C.E. คือ

  1. Protect คือการป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บมากขึ้น การใช้ที่คล้องแขน การดามบริเวณที่บาดเจ็บ หรือการใช้ไม้ค้ำยันช่วยเดิน
  2. Rest คือการพักการเล่น และการใช้งาน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู ซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ
  3. Ice คือการประคบเย็น สามารถประคบเย็นบริเวณที่ปวดบวม หรือฟกช้ำ ครั้งละ 15-20 นาที ทำได้บ่อยตามต้องการ
  4. Compression คือการใช้ผ้ายืดพันรอบบริเวณที่บาดเจ็บ เพื่อลดการบวม และลดการเคลื่อนไหว
  5. Elevation คือการยกสูง ทำโดยยกบริเวณที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวม

อาการบาดเจ็บจากเซิร์ฟสเก็ต ที่ควรต้องมาพบแพทย์

  1. ศีรษะกระแทก มีอาการมึนงง จำเหตุการณ์ไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน
  2. มีอาการปวด บวม ผิดรูปของกระดูกและข้อ อาจมีภาวะข้อเคลื่อนหลุด หรือกระดูกหัก
  3. มีอาการปวดต่อเนื่องระหว่างการเล่น หลังการเล่น พักแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  4. เกิดอาการข้อไม่มั่นคง หลวม หรือเปลี่ยนทิศทางเดินแล้วเข่าทรุด อาจเป็นอาการของภาวะเอ็นฉีกขาด เช่น เอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาดได้

คำแนะนำในการเตรียมพร้อมเล่นเซิร์ฟสเก็ต

  1. เลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ และอยู่ในสภาพที่ดี ใช้งานได้ตามปกติ
  2. สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อค สนับข้อมือ สนับศอก และสนับเข่า ช่วยลดความรุนแรงการบาดเจ็บได้
  3. ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่แนะนำให้เล่น และเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ควรมีผู้ดูแลควบคุมที่มีประสบการณ์
  4. ในผู้สูงอายุ ควรต้องระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากอาจมีภาวะกระดูกบาง หรือกระดูกพรุนร่วมด้วย หากเกิดอุบัติเหตุล้ม จะมีความรุนแรงเกิดกระดูกหักได้ โดยเฉพาะข้อมือ ข้อสะโพก และกระดูกสันหลัง
  5. เลือกสถานที่ให้เหมาะสมและปลอดภัยต่อการเล่น เช่น Skate Park หลีกเลี่ยงการเล่นบริเวณใกล้ถนน
  6. เตรียมร่างกายก่อนเล่นด้วยการวอร์มอัพ ยืดเหยียด เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความพร้อมของข้อต่อและกล้ามเนื้อ
  7. บริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้งานหลักๆ ในการเล่นเซิร์ฟสเก็ต เช่น กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อต้นขาและน่อง อาจใช้การบริหารในท่า Plank หรือ Squat
  8. ควรศึกษาและฝึกซ้อมเทคนิคการเล่นในระดับพื้นฐานก่อน เรียนรู้การทรงตัว การเคลื่อนที่ และฝึกการล้มอย่างถูกวิธีเพื่อประเมินตนเอง
  9. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เนื่องจากหากเล่นเซิร์ฟสเก็ต เป็นเวลานานกลางแดดร้อน อาจจะเกิดภาวะขาดน้ำและเกิดอันตรายจากความร้อนได้

กีฬาเซิร์ฟสเก็ต แม้จะดูมีความอันตรายอยู่พอสมควร แต่หากผู้เล่นเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี ไม่เล่นเสี่ยงจนเกินสมรรถภาพร่างกาย ก็นับเป็นกีฬาที่มอบความสนุกและเสริมสร้างสุขภาพร่างกายได้เป็นอย่างดีในทุกเพศทุกวัย

 

บทความทั่วไป

ทำไมผมร่วงตอนสระผม

เคยสังเกตกันบ้างหรือเปล่า เวลาที่เราอาบน้ำสระผมมักจะมีผมหลุดร่วงมากเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับการหวีผม หรือการหลุดร่วงในระหว่างวัน บางคนอาจจะมีผมร่วงกองโตจนน่าตกใจ และไม่แน่ใจว่าควรต้องปรึกษาแพทย์หรือไม่่ วันนี้เราจะพาไปดูกัน

“วงจรชีวิต” ของเส้นผม

จากผลการวิจัยเกี่ยวกับเส้นผม เมื่อปี 2008 พบว่าผมของคนเราจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 0.35 มม./วัน และจะมีการหลุดร่วงประมาณ 100 เส้นในทุกวัน ซึ่งถือเป็นวงจรปกติของผม โดยวงจรชีวิตของผมแบ่งได้เป็น 3 ช่วง

  • อนาเจน (Anagen) – ระยะการเติบโตของเส้นผม ซึ่งคิดเป็น 85-90 เปอร์เซ็นต์ของวงจรทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 2-6 ปี ยิ่งอายุมากขึ้น ระยะการเติบโตของผมก็จะสั้นลง
  • แคทาเจน (Catagen) – ระยะที่เส้นผมเติบโตช้าลงและค่อยๆ หยุดการเติบโต โดยใช้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของวงจรทั้งหมด
  • เทโลเจน (Telogen) – ระยะที่เซลล์รากผมตายแล้ว และรอการหลุดร่วง พร้อมกันนี้ก็จะมีเส้นผมเกิดใหม่ที่กำลังเข้าสู่ระยะการเติบโตด้วย ก่อนจะดันเส้นผมที่ตายแล้วให้หลุดร่วงไป ซึ่งระยะนี้จะมีอายุไม่เกิน 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของวงจรชีวิต

การหลุดร่วงของเส้นผมจะอยู่ในวงจร “เทโลเจน” ดังนั้น หากการหลุดร่วงของผมมีความไม่สมดุล และมีผมเข้าสู่ระยะนี้มากขึ้น ก็จะมีผมร่วงมากขึ้น

ปัจจัยอื่นที่ทำให้ผมร่วงเยอะเวลาสระผม

ก่อนจะสูญเสียความมั่นใจจนต้องไปนับเส้นผมที่ร่วงอยูในห้องน้ำว่ามีมากผิดปกติหรือไม่ ให้ลองดูปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย เพราะหากเข้าข่ายดังต่อไปนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

  • เป็นคนผมหนา – หากใครเป็นคนที่ผมดกหรือผมหนา อาจจะพบว่ามีปริมาณผมร่วงมากกว่า 100 เส้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องด้วยคนผมหนาจะมีจำนวนเส้นผมโดยรวมมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว โอกาสที่ผมจะหลุดร่วงจึงมีสัดส่วนที่มากขึ้นตามไปด้วย
  • สระผมครั้งล่าสุดเมื่อไร? – เวลาที่เราสระผมด้วยแชมพู และครีมนวดผมนั้น จะเกิดการกระตุ้นหนังศีรษะ ทำให้เส้นผมที่อยู่ในระยะเทโลเจนได้รับการกระตุ้นไปด้วย และพร้อมจะหลุดร่วงออกมา ซึ่งมักจะเกิดขึ้นหลังจากสระผมไปแล้ว 2-3 วัน จึงอาจพบผมร่วงในปริมาณที่มากขึ้นได้
  • หวีผมครั้งล่าสุดเมื่อไร? –  กรณีของการหวีผมก็มีหลักการที่คล้ายคลึงกับการสระผม เพราะการที่แปรงสัมผัสกับหนังศีรษะ ก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นหนังศีรษะไปด้วย จึงจะสังเกตเห็นได้ว่าปริมาณผมที่ร่วง หรือผมที่ติดแปรงหวีผมออกมาจะเยอะเป็นพิเศษ

AdvertisementReplay Ad

เครียดก็ทำให้ผมร่วงได้!

การปล่อยให้ตนเองมีความเครียดเป็นสาเหตุอีกประการที่ทำให้ผมร่วงได้เช่นกัน ซึ่งจากผลวิจัยเมื่อปี 2017 พบว่า “ความเครียด” จะไปกระตุ้นให้ผมของเราเข้าสู่ระยะเทโลเจนได้มากขึ้น จึงพบว่ามีผมหลุดร่วงเยอะขึ้น เพราะผมอยู่ในระยะที่เซลล์รากผมตายไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นความเครียดที่เกิดกับร่างกาย เช่น เจ็บป่วย, น้ำหนักตัวลด หรือความเครียดที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก ก็ล้วนมีความเชื่อมโยงกับปริมาณเส้นผมที่หลุดร่วงได้

ดังนั้น วิธีที่จะช่วยลดการหลุดร่วงของผมได้ ก็คือการป้องกันตนเองไม่ให้เกิดความเครียด โดยอาจจะหาสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพก็ควรทำควบคู่กันไปด้วย ทั้งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ รวมถึงรับประทานอาหารที่มีอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน อาทิ วิตามินเอ วิตามินดี ธาตุเหล็ก ซิงก์ ซีลีเนียม เพื่อช่วยให้ผมมีสุขภาพดีขึ้น

เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์?

ถ้าไม่ได้รู้สึกว่าความเครียดทำให้เกิดผมร่วง ก็อาจจะเกิดจากความผิดปกติอย่างอื่นได้เช่นกัน ซึ่งโดยปกติแล้ว ผมจะไม่ร่วงเป็นหย่อมๆ แต่จะร่วงทั่วศีรษะ ดังนั้น หากเริ่มสังเกตว่าผมบางลงอย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ

หรือหากมีผมร่วงเป็นหย่อมๆ หรือร่วงหลายจุด แต่ไม่ทั่วศีรษะ ก็อาจเกิดจากโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Alopecia Areata ซึ่งเป็นภาวะแปรปรวนของภูมิคุ้มกันทางผิวหนังที่เกิดจากการเซลล์อักเสบอยู่ล้อมรอบบริเวณรากผม แต่ก็เป็นโรคที่สามารถรักษาได้ จึงควรพบแพทย์ เพื่อยับยั้งการทำลายรากผม

 

บทความทั่วไป

รับมือการอยู่คนเดียว

ในความโดดเดี่ยวนั้น มีหลายเรื่องที่เราต้องเข้าใจ เพื่อจะได้เตรียมรับมือการอยู่คนเดียว เพราะนี่คือธรรมชาติของความโดดเดี่ยว จะช้าหรือเร็วก็ ต้องเจอ

ช่วงเวลาโดดเดี่ยวเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์อย่างที่สุด

การต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกช์ที่สุด หรือกำลังมีความทุกข์ หรือความยุ่งยากใจ ปัญหาความ รัก หรือมีปัญหาส่วนตัวบางอย่าง ปัญหาเรื่องงาน ที่ต้องจัดการ จึงเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตต้องใช้พลังอย่างมากที่จะก้าวข้ามไป หรือใช้การ เรียนรู้อย่างมากเพื่อให้เข้าใจความโดดเดี่ยวและอยู่กับมันได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีๆ อาจเป็นสิบปี ยี่สิบปี กว่าจะผ่านไปได้

หากไม่กลัวความโดดเดี่ยว กล้าสู้กับมันจนสามารถผ่านไปได้อย่างเข้าใจ ก็จะสามารถรับมือกับความโดดเดี่ยวและรู้วิธีอยู่กับความ โดดเดี่ยวให้มีความสุข เรื่องนี้ใครผ่านก่อน มีประสบการณ์ก่อน ก็จะรู้วิธีสร้างความสุขให้ตัวเองได้เร็วกว่า เพราะคนส่วนใหญ่นั้นมักจะ คาดหวังให้คนอื่น สัตว์เลี้ยงหรือสิ่งของมาสร้างความสุข เมื่อไม่ได้ดั่งที่คิด ก็จะมีแต่ความทุกข์ เพราะสิ่งเหล่านั้นยากจะควบคุม ตัวเราเอง ยังควบคุมไม่ได้ แล้วจะไปควบคุมคนอื่นได้อย่างไร ไม่มีใครยอมทำอะไรตามใจใครได้ตลอดไป

ผู้เขียนใช้ชีวิตโดดเดี่ยวมานาน จนเริ่มไม่สนใจแล้วว่าจะมีอะไรอยู่รอบตัว บางทีมีมดตัวเล็กๆ สักตัวมาเดินให้เห็น ก็รู้สึกดีแล้ว ไม่จำ เป็นจะต้องเป็นคน หรือสัตว์เลี้ยง แต่กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้นั้น ทุกข์ใจทุกข์กายอย่างหนักในช่วงระยะเวลาสิบกว่าปีที่จะต้องเรียนรู้เพื่อ รับมือกับความโดดเดี่ยว ทุกวันนี้ อยู่ร่วมกันได้สบาย การไม่ได้คุยกับคนเป็นอาทิตย์หรือจะเป็นเดือนหรือจะจับไปขังให้อยู่คนเดียวใน เกาะร้างก็อยู่ได้สบายๆ

 ศัตรูที่น่ากลัวของความโดดเดี่ยว

ศัตรูที่น่ากลัวเมื่อต้องอยู่คนเดียวก็คือจิตของเราเอง ที่จะคิดไปต่างๆ นาๆ สารพัดจินตนาการ ทำไมเราต้องอยู่คนเดียว ทำไมอยู่กับ ใครไม่ได้ ทำไมต้องทิ้งแฟน แฟนก็ออกจะน่ารัก และรักเรา รักและคิดถึงนะ แต่ทำไมไม่อยากจะเจอหน้า หรือทำไมต้องถูกทิ้ง ทำไมไม่มี ใครรัก ฯลฯ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ทุกข์เพราะจิต เพราะความคิดปรุงแต่ง หากตามไม่ทัน คิดทุกวัน ก็ทำร้ายตัวเองทุกวัน สุดท้ายก็จะป่วยทาง จิต ซึมเศร้าและอาจทำร้ายตัวเอง ในที่สุด เมื่อต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ต้องระวังความคิด อย่าให้มัน ปรุงแต่ง คิดในทางไม่สร้างสรรค์ คิดลบ จิตเริ่มคิดไม่ดีเมื่อไหร่ ต้องรีบเบรค

 ตั้งสติให้ทัน เพราะมันก็แค่ภูเขาลูกหนึ่งที่จะต้องเดินข้ามไปเท่านั้นเอง เมื่อเดินผ่านอย่างเข้าใจแล้ว ต่อไปก็จะไม่มีปัญหากับความ โดดเดี่ยวอีกต่อไป อย่ากลัวที่จะมีประสบการณ์ในเรื่องนี้

ต้องอยู่โดดเดี่ยวนานแค่ไหน บางทีก็ไม่มีคำตอบ

ระยะเวลาที่ต้องอยู่คนเดียวจะยาวนานแค่ไหนนั้น บางครั้งเหมือนเป็นเรื่องของเวรกรรมหรือโชคชะตา ก็อาจจะเป็นไปได้ พอหมด เวลาของมัน ชีวิตก็จะกลับมาเป็นปกติ พอถึงเวลาที่ต้องเจอความโดดเดี่ยวอย่างที่สุดแล้ว มันก็ต้องล้นหรือระเบิด แล้วความโดดเดี่ยว จะหายไป ก็จะเข้าใจและมีความสุขกับสิ่งที่เป็น เข้าใจความโดดเดี่ยวและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่ได้พูดกับใคร ไม่เจอใครก็อยู่ได้ คราวนี้อาจจะต้องเตือนตัวเองบางว่าคุยกับคนอื่นบ้าง

 นอกจากความตายแล้ว ความโดดเดี่ยวเป็นอีกเรื่องที่หนีไม่พ้น

ชีวิตคนเรานั้นหลีกหนีความโดดเดี่ยวไม่พ้น ถึงจะมีคู่ ไม่คู่เราก็ตัวเราที่ต้องไปก่อน แม้จะเอาผ้าขาวม้ามาผูกตัวติดกันแล้วกระโดด ลงสะพาน ตายทั้งคู่ แต่อีกคนอาจจะไปเกิดก่อน ทิ้งอีกคนไว้ก้นแม่น้ำให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวก็ได้ ดังนั้นอย่าได้กลัวความโดดเดี่ยว เพราะ มันเป็นถนนเส้นหนึ่งที่คนเราต้องเดินผ่าน จะช้าหรือเร็วก็ต้องผ่าน ไม่โลกนี้ก็โลกวิญญาณ เจอก่อน รู้วิธีรับมือก่อน หลายคนไปเจอตอน แก่ กลายเป็นคนแก่ที่ตรอมใจตายเพราะความโดดเดี่ยว

 คนรวยก็ทุกข์เพราะความโดดเดี่ยวเหมือนกัน

เงินไม่สามารถซื้อความตายและความโดดเดี่ยวได้ คนรวย คนที่มีอะไรเพียบพร้อม ก็ทุกข์เพราะความโดดเดี่ยวได้เหมือนกัน ไม่เชื่อ ใช่ไหม? ความ รวยจะทำให้มีเวลาว่างมาก งานไม่ต้องทำก็ได้ อยากจะทำอะไรก็ได้ทำ ไปไหนก็ได้ไป อยากได้อะไรก็ซื้อได้ แล้วมันจะ ทุกข์ได้อย่างไร ก็น่าจะมีความสุข คนไม่เคยรวย ไม่เคยสบายจะคิดแบบนั้น

แต่จริงๆ แล้วจะไม่ใช่แบบนั้น เพราะสิ่งที่จะเจอก็คือความรู้สึกเบื่อ เบื่อในสิ่งที่หาได้ง่ายๆ และหมดความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มี ได้สัมผัส ได้เป็นเจ้าของ ได้ทำทุกอย่างที่อยากจะทำ ก็ได้ทำไปหมดแล้ว จะเริ่มเฉยๆ ชาๆ และจะเริ่มมีความรู้สึกโดดเดี่ยวเข้ามาแทน โดยเฉพาะ ในคนสูงวัย แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ก็ไม่มีความสุข เพราะคนหวังแต่สมบัติ มีแต่คนเข้าหาด้วยหวังประโยชน์ ทำให้ต้องอยู่คน เดียว ไม่กล้าออกไปไหน เจอคนนั้น คนนี้ ก็กลัวจะถูกยืมเงิน หรือขอความช่วยเหลือ

 การจัดการกับความทุกข์ ความเหงาเมื่อต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ความรู้สึกที่เกิดจากการอยู่คนเดียวมีทั้งด้านดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์หรือสาเหตุที่ต้องอยู่คนเดียว คนตกงาน ไม่มีงาน ไม่มี เงิน กำลังอกหัก ผิดหวัง หรือมีปัญหาชีวิต ฯลฯ ระดับความรุนแรงของความโดดเดี่ยวจะต่างกัน แต่อาจจะมีสักข้อที่ช่วยได้

  • คำแนะนำข้อแรกเลย ยาแรง วิธีนี้วิธีเดียวเอาอยู่ ให้ฝึกสมาธิ ฝึกสติด้วยการเดินจงกรม เมื่อสติเข้มแข็ง ก็จะช่วยควบคุมจิตใจ ควบ คุมความคิดไม่ให้ เตลิดเปิดเปิงไปไกลได้ ควบคุมความฟุ้งซ่านได้ มันยากมาก แต่ถ้าทำได้จะดีที่สุด
  • ฟังธรรมมะ ข้อคิด คติคำสอน ต่างๆ ใน Youtube มีวิดีโอสอนใจดีๆ มากมายให้ดาวน์โหลดมาฟัง อย่าอ่านหนังสือแนวนี้ แต่ให้ฟัง เพราะการฟัง จะต้องตั้งใจฟัง ไม่เช่นนั้นจะฟังไม่ทัน ช่วยให้สมองต้องคิดตามมากกว่าการอ่านหนังสือ เมื่อสมองต้องคิดตาม ก็จะลด ความคิดฟุ้งซ่านลงไปได้ และต้องฟังบ่อยๆ ฟังทุกวัน เหมือนป่วย ต้องกินยาทุกวัน
  • พยายามจับความคิด ตามความคิดตัวเองให้ทัน อยู่คนเดียว ถ้าฟุ้งซ่าน คิดถึงอดีต หรือสิ่งแย่ๆ ที่ผ่านมา ต้องรีบหยุด แล้วคิดหาข้อดี หรือพยายาม คิดบวก แม้จะยากสักเพียงใดก็ตาม และอย่าคิดอย่างเดียว จดลงสมุดไว้ด้วย การเขียน เป็นการระบายความรู้สึกในใจได้ เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะทุกข์ สุข หรือโดดเดี่ยวก็ตาม
  • ทำบุญ สวดมนต์ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร การให้จะช่วยให้มีความสุข
  • แบ่งเวลาทำกิจกรรม และพยายามทำตามนั้น เช่น แบ่งเวลาทำงาน เวลานอน เวลาทำกิจกรรมส่วนตัว และเวลาเศร้า เวลาเหงา เวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยว จะนั่งร้องไห้ หรือจ่อมจมกับความโดดเดี่ยวอย่างไรก็ทำให้เต็มที่ อย่าเอาความทุกข์ใจที่ต้องอยู่คนเดียว ไปใส่ทุก ช่วงเวลา ไม่เช่นนั้นจะไม่มีสมาธิทำงาน แรกๆ จะฝึกยากมาก แต่เมื่อชินแล้ว ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง เพราะสามารถแยกความรู้สึกจากกันได้ แต่ต้องใช้เวลานะ ผมใช้เวลาสิบกว่าปีกับการรบกับ ความโดดเดี่ยว ตอนนี้อยู่คนเดียวได้สบายๆ
  • หากิจกรรม งานอดิเรก งานเสริม อาชีพเสริม ทำคั่นเวลา อย่าให้มีเวลาว่าง จะฟุ้งซ่าน
  • หากชีวิตมีปัญหาอยู่แล้ว จึงต้องอยู่คนเดียว ก็ต้องหลีกเลี่ยงการคุยการคบกับคนที่มีปัญหา ที่จะทำให้ทุกข์ใจหนักเข้าไปอีก
  • หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนมากๆ แต่ไม่รู้จักใครสักคน เช่น ในเธค ในผับ จะยิ่งเหงาและโดดเดี่ยวหนักกว่าเดิม
  • อย่าทำกิจกรรมไม่ดีคั่นเวลาเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว ของมึนเมาทุกชนิดต้องหลีกเลี่ยง ให้เสพเฉพาะเวลาที่รู้สึกมีความสุขเท่านั้น อย่าเสพ เวลาทุกข์
  • หลีกเลี่ยงการฟังเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความโดดเดี่ยว ยกเว้นเพลง อยู่คนเดียว ของพี่เบิร์ด เพราะเป็นแนวให้กำลังใจ แต่ถ้าเป็น เพลง เดียว ดายกลางสายลม ของนรี กระจ่างคันธมาส เดียวดายอาดูร อยู่คนเดียวของพี่ปู อยู่คนเดียวของ โบ และอีกหลายเพลง ควร หลีกเลี่ยง เพราะจะยิ่งเพิ่ม ดีกรีความโดดเดี่ยวให้แรงขึ้นไปอีก อย่าปล่อยให้อารมณ์ไหลกับไปกับเพลงที่มีเนื้อหาทางลบ ฟังบ่อยๆ ความรู้สึกโดดเดี่ยวจะยิ่งรุนแรง ไม่ใช่เรื่องดี
  • หมั่นสังเกตุธรรมชาติ ต้นไม้ แมลง นก สัตว์ สัตว์เลี้ยงก็จะพบว่าในโลกนี้ มีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่ต้องอยู่คนเดียว มันอยู่ได้ เราก็ อยู่ได้
บทความทั่วไป

เมื่อลูกรักเอาใจรับมืออย่างไรนะ

สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักกังวลในการเลี้ยงดูบุตรหลาน ก็คือการควบคุมพฤติกรรมของลูกว่าจะตามใจลูกมากน้อยแค่ไหนดี สิ่งใดที่ควรห้ามปราม หรือสถานการณ์ใดที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด แล้วถ้าลูกเอาแต่ในจะมีวิธีรับมือความเอาแต่ใจอย่างไรนะ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน

จะรับมือกับลูกเอาแต่ใจได้ยังไงนะ

พ่อแม่ควรสังเกตว่าพฤติกรรมการเอาแต่ใจของลูกมักเกิดในสถานการณ์แบบใดบ้าง และอะไรคือสิ่งเร้าหรือกระตุ้นให้ลูกมีพฤติกรรมแบบนั้น

เมื่อพ่อแม่ทราบแล้วว่าลูกมีพฤติกรรมเอาแต่ใจในสถานการณ์ใด ควรหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับสถานการณ์นั้นๆ เช่น เมื่อเด็กอยากได้ของเล่นในห้างสรรพสินค้า แต่พ่อแม่ไม่ให้ซื้อ จึงลงไปนอนร้องดิ้นกับพื้น แบบนี้พ่อแม่ก็ควรหลีกเลี่ยงการเดินผ่านบริเวณที่ขายของเล่น เป็นต้น

ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเด็กแสดงพฤติกรรมเอาแต่ใจในขณะนั้น อาจเบี่ยงเบนความสนใจ หรืออาจพูดแสดงความเข้าใจ และให้เวลาลูกในการควบคุมอารมณ์ เช่น แม่รู้ว่าลูกเสียใจมาก หนูเลยร้องไห้และดิ้นกับพื้นแบบนี้ ยังไงแม่จะอยู่ข้างๆ หนูนะ เดี๋ยวหนูหยุดร้องไห้แล้วเราค่อยมาคุยกัน” แต่หากอยู่ในบริเวณที่อันตรายและอาจมีของตกหล่นมาใส่เด็ก พ่อแม่อาจกอดลูกเอาไว้สักพักจนกว่าลูกจะสงบ

เมื่อพ่อแม่ตอบสนองต่ออาการเอาแต่ใจของเด็กอย่างเหมาะสม เด็กก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าเอาแต่ใจ ก็จะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ พฤติกรรมเอาแต่ใจก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ และค่อยๆหายไป

เมื่อลูกสงบลงแล้ว พ่อแม่ควรคุยกับลูกด้วยเหตุผลที่เข้าใจง่าย อาจกำหนดกฎ กติกาเพิ่มเติม เช่น หากเราออกไปข้างนอกแล้วหนูร้องดิ้นแบบนี้ พ่อแม่อาจจะพาหนูกลับบ้านทันที หรืออาจโดนตัดสิทธิ์อย่างอื่น เป็นต้น

หากไม่สามารถรับมือกับพฤติกรรมเอาแต่ใจของลูก หรือลูกมีพฤติกรรมเอาแต่ใจที่รุนแรงมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเพื่อหาวิธีแก้ไข

 

 

 

 

บทความทั่วไป

แฟนที่คบไปก็มีแต่เสียเวลาชีวิต

ใครที่มีพฤติกรรมไม่น่าพึงประสงค์ ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ คนๆ นั้นเป็นคนรักของเรา เลือกคนรักผิด คิดจนปวดใจ บางคนอาจพลาดไปเพราะตอนคบกันใหม่ๆ มันไม่ใช่แบบนี้  ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่น่า มาตั้งตัวตั้งลำ และเช็คกันดีกว่า ว่าคนรักของเราเป็น คนรักแย่ๆ แฟนที่คบไปก็มีแต่เสียเวลาชีวิต หรือเปล่า

ไม่รู้จักโต

คบเด็กนั้นกระชุ่มกระชวย แต่คบคนที่ทำตัวเด็กไม่เลิกนี่สิ ปวดหัวแน่นอน เอาจริงๆ เราทุกคนต่างก็มีความเป็นเด็กซ่อนอยู่ทั้งนั้น แต่มันต่างกับคนไม่รู้จักโต คนรักแบบนี้จะหาความเป็นผู้ใหญ่ หรือพูดอีกอย่างคือ ความรักผิดชอบ ไม่ค่อยเจอ สังเกตง่ายๆ แน่นอนว่าไม่สามารถให้คำแนะนำแบบที่พึ่งพาได้กับเรา บางคนอาจมีแนวโน้มจะเป็นลูกแหง่ด้วย บอกเขาไปเลย ว่าคนจะรักกัน เขาต้องมีดูแล มีพึ่งพากันและกัน ถ้าสุดท้ายเขายังโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้ ก็ได้เวลาพิจารณาเลิกคบแล้ว

เสพติด หรือหมกหมุ่นเกินไป

ใครที่เคยคบกับคนที่มีอาการเสพติดบางสิ่ง เช่นติดเหล้า ติดเกม ติดการพนัน หรือถูกบางสิ่งบางอย่างครอบงำความคิด ทำให้หมกหมุ่นอยู่กับมันมากจนเกินไป คงจะพอรู้ดีว่า มันช่างเป็นความสัมพันธ์ที่น่าเหนื่อยหน่ายสุดๆ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ยกตัวอย่างมาเท่านั้น มีอาการเสพติดอย่างอื่นอีกมากที่พร้อมะทำให้ชีวิตคู่ของเราพังทลายได้ เช่นติดช็อปปิ้ง ติดกิน คนที่เสพติดจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว จะไม่ค่อยรู้หรอกว่าพฤติกรรมขอตัวเองมีปัญหา หรือถึงรู้เขาก็ไม่แคร์ นั่นตีความได้ว่าเขาก็ไม่ได้แคร์อะไรเราเหมือนกัน ดังนั้น ถอยห่างออกมาจากคนรักประเภทนี้ดีกว่า

ชอบข่ม และพูดจาร้ายๆ

นี่ไง คนรักขี้นินทา คนรักแบบที่พอพูดถึงคนอื่น หรือคนรักเก่าแล้ว ไม่เคยมีความดีของเขาให้ฟังเลย สังเกตกันสักนิด ตอนแรกที่คบกับหลังจากคบกันมาสักระยะ ตอนที่คนแบบนี้รู้สึกว่า ได้รับการยอมรับจากเราพอสมควร เขาหรือเธอจะเริ่มออกลายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพูดถึงคนอื่นลับหลัง พูดว่าร้ายแฟนเก่า และชมว่า เราช่างดีแสนดี กว่าแฟนเก่านั่นหลายเท่า พิจารณาสิว่าควรดีใจมั้ย ดูว่าเขาพูดแบบนี้บ่อยแค่ไหน

มีปัญหาในชีวิตให้บ่นเยอะมาก

ใครๆ ก็อยากมีคนคอยปลอบใจ มีไหล่อุ่นๆ ให้ซบและบ่นบ้างเวลาที่โลกช่างไม่ยุติธรรมกับเราซะเลย แต่มันจะมีคนรักอีกแบบ ที่บ่นเก่ง ทุกวันต้องมีเรื่องให้บ่น ทุกวี่วันไป นั่นหมายความได้ว่า เขาหรือเธอ คือคนที่มีทัศนคติไม่ค่อยโอเคนัก เรารู้กันดีอยู่แล้ว ว่าคนคิดบวก คนอารมณ์ดี เขาไม่ได้บ่นเก่งขนาดนี้ซะหน่อย มีเรื่องมาสะกิดใจก็บ่นอีก ต่อให้เป็นแฟนมืออาชีพแค่ไหนก็คงเอาไม่อยู่

ไร้อารมณ์โรแมนติก

บางคนอาจจะมองว่าความหวั่นไหว ความโรแมนติกใดๆ คือความอ่อนแอของลูกผู้ชาย แต่แบบว่าเราก็อยากจะมีโมเม้นโรแมนติกกับเขา นอนชมดาวด้วยกัน แล้วเขาหยอกๆ ว่าเธอสวยเหมือนแสงจันทร์บ้างง แต่คนรักแบบนี้คือเขาก็คงชอบแหละ เวลาที่เราชมว่าเขาช่างแสนดี เขาเท่อย่าบอกใคร แต่เขาไม่ให้ความฟินแบบนี้กลับคืนมาให้เราเลยนี่สิ รู้มั้ยที่แย่คือมันอาจตีความได้ว่า เขาชอบแต่จะรับ ไม่ได้เป็นฝ่ายให้สักเท่าไหร่ด้วย ถ้าคุณแฟนเป็นคนหนักแน่น พึ่งพาได้ แต่แค่แสดงออกไม่ค่อยเก่ง แบบนั้นยังโอเค แต่ถ้าเขาขัดเราตลอด ไม่ทำให้เรากระชุ่มกระชวยบ้างเลย แบบนั้นก็ไม่ไหว

หลงตัวเองเกินไป

หนีให้ไกล คนรักแบบที่หลงตัวเอง รวมไปถึงอีโก้สูง มันไม่ค่อยมีหรอก คนหลงตัวเองที่เปลี่ยนแปลงตัวเองมาน่ารักได้แบบ ท่านรองประธาน ในซีรี่ย์เกาหลี หันมามองคนรักประเภทนี้ เปอร์เซ็นที่เขาจะรับฟังความคิดของคนรอบข้างมีเท่าไร เขาพร้อมจะปรับปรุงพฤติกรรมไม่โอเคของตัวเองมั้ย หากเขายังยดตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่งอยู่ เปอร์เซ็นความน่าคบของเขา ก็จะยังคงติดลบเหมือนเดิม

 

 

บทความทั่วไป

สาเหตุประจำเดือน มาไม่ปกติ

ประจำเดือนขาด แต่ไม่มีอาการแบบคนท้อง แบบนี้ปกติไหมเชื่อว่าสาวๆ หลายคนเคยมีประสบการณ์เดียวกันนี้มาบ้างแล้ว แต่อาจไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร งั้นวันนี้มาดูคำตอบไปพร้อมๆ กันเลย

ประจำเดือน  คือ เลือดที่ไหลออกจากโพรงมดลูก พร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกที่ตายแล้วหลุดลอก หลุดและแตกสลาย เกิดเป็นรอบประจำเดือนตามปกติทุก 21-36 วัน

ประจำเดือนขาด คือ ภาวะที่ประจำเดือนขาด หรือไม่มาตามปกติ โดยประจำเดือนต้องหายไป 3 เดือน ถึงจะเรียกได้ว่าภาวะประจำเดือนขาดหาก ประจำเดือนขาดไปเพียง 1-2 เดือน จะเรียกว่า ภาวะประจำเดือนมาช้ากว่ากำหนด

แบ่งได้ 2 ประเภท

ภาวะขาดประจำเดือนปฐมภูมิ คือ ผู้หญิงอายุ 18 ปีแล้ว แต่ยังไม่เริ่มมีประจำเดือน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้หญิงมักจะเริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุ 12 ปี

ภาวะขาดประจำเดือนทุติยภูมิ คือ ผู้หญิงที่เคยมีประจำเดือนมาก่อน แต่ต่อมาประจำเดือนขาดหายไป

สาเหตุการขาดประจำเดือน

การตั้งครรภ์ เป็นสาเหตุที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุที่คนส่วนใหญ่จะสงสัยเป็นสาเหตุแรกๆ เมื่อประจำเดือนขาดหายไป ซึ่งหากอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และมีพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์อยู่แล้วในช่วงก่อนประจำเดือนขาด อาจเป็นสาเหตุให้ประจำเดือนขาด ซึ่งถือว่าไม่ใช่ความผิดปกติ สามารถตรวจเบื้องต้นได้เอง โดยการตรวจปัสสาวะด้วยที่ตรวจการตั้งครรภ์ หรือไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจครรภ์เพื่อให้ได้ผลยืนยันชัดเจน

ความเครียด วิตกกังวล อาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ ประจำเดือนอาจขาดหายไปได้ เนื่องจากความเครียดนั้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของการหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์และการมีประจำเดือน

โรควิตกกังวล โรคอารมณ์แปรปรวน ทำให้ประจำเดือนขาด ไม่มีความรู้สึกทางเพศ

ใช้ยาคุมนานเกินไป การใช้ยาฮอร์โมนคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานๆ เช่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนขาดได้เป็นธรรมดา

วัยหมดประจำเดือน โดยเมื่ออายุมากขึ้น ในช่วงวัยประมาณ 40 – 59 ปี ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ซึ่งทำให้สิ้นสุดการมีประจำเดือนอย่างถาวร

มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง เนื้องอกของต่อมใต้สมอง หรือแม้แต่เนื้องอกบริเวณใกล้ ๆ ต่อมใต้สมอง ก็อาจเป็นสาเหตุให้ประจำเดือนขาดได้

ระดับฮอร์โมนผิดปกติ รังไข่ที่สร้างฮอร์โมน ไม่ว่าจะสร้างฮอร์โมนมาก หรือน้อยก็เป็นสาเหตุให้ประจำเดือนขาดได้

น้ำหนักเพิ่มหรือลดมากเกินไป ผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวเพิ่ม หรือลดมากเกินไปอาจเกิดอาการประจำเดือนไม่มา โดยเฉพาะเมื่ออดอาหาร หรือลดน้ำหนักเร็วเกินไป อาจทำให้ไม่มีสารอาหารไปกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนที่ทำให้ไข่ตก ส่วนคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป

ออกกำลังกายมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะขาดประจำเดือน เนื่องจากร่างกายสูญเสียไขมันมากเกินไป

โรคเกี่ยวกับมดลูก เช่น ฉายแสงที่มดลูกเพื่อรักษามะเร็ง หรือเป็นโรคบางชนิดของตัวมดลูกเอง เช่นเป็นวัณโรคของเยื่อบุมดลูก

ป่วยเป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคของต่อมไธรอยด์ โรคของตับอ่อน และโรคของต่อมหมวกไต

 

ข่าว, บทความทั่วไป

“บิตคอยน์”ทะลุล้านน

การพุ่งทะยานของบิตคอยน์ (Bitcoin)ต้อนรับปีใหม่กันเลยทีเดียว ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ราคาพุ่งไปที่ 33,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 990,000 บาท มีอัตราแลกเปลี่ยน 29.91 บาท  บางช่วงแตะสูงถึง 1 ล้านบาท!! ก่อนหน้านั้นราคาบิตคอยน์นั้นค่อยๆ แตะระดับจนขึ้นไปสูงถึง 29,292 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 876,000 บาท และปิดท้ายปี 2563 ด้วยการทำสถิติตัวเลขสวยๆ ที่ 29,043 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 867,000 บาท ที่หากเทียบการเปลี่ยนแปลงรายเดือน มูลค่าบิตคอยน์ในเดือนธันวาคมก็เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ทีเดียว ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 และหากเทียบทั้งปี บิตคอยน์ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากถึง 4 เท่า

บิตคอยน์คืออะไร

             บิตคอยน์เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานี้ จนมีการคาดการณ์กันว่า บิตคอยน์ จะกลายเป็นหลุมหลบภัยแห่งใหม่ของนักลงทุนที่ตีคู่มากับทองคำเป็นแนวโน้วที่บอกได้ว่าปี 2564 บิตคอยน์จะเข้ามามีบทบาทในโลกการเงินกระแสหลักมากขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนทิศทางจะเป็นอย่างไร ทางไหนในอนาคตจะแตะถึงระดับไหน ไปย้อนดูสาเหตุการพุ่งทะยานครั้งนี้กัน

บิตคอยน์หลุมหลบภัยแห่งใหม่ของนักลงทุน

หลักๆแล้วคงไม่หนีจากทองคำ สักเท่าไร นั่นคือ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า2019 ที่ทำแต่ละประเทศต้องประกาศล็อกดาวน์ ส่งผลต่อการเติบโต เป็นเหตุให้เกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลก และธนาคารกลางต้องงัดมาตรการมาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สหรัฐอเมริกาหรือธนาคารกลางได้ห่ำหั่นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเกือบ 0% ทันที รวมถึงพิมพ์ธนบัตรมูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยหวังว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ล้มได้ พร้อมกันนี้ บัญญัติกฎหมายประกันสุขภาพ ยังจ่ายเงินก้อนโตช่วยเหลือตลาดพันธบัตรและฟื้นชีพตลาดหุ้น

ตลาดหุ้น ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนบอบช้ำ นักลงทุนก็ย่อมมองหาที่ใหม่หาหลุมหลบภัย อันดับแรกคงจะเป็นทองคำ ที่ปีที่ผ่านมาแตะทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้วเช่นกัน และตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจก็คือ บิตคอยน์นี่แหละ บรรดานักวิเคราะห์มองว่า บิตคอยน์มีโอกาสแตะถึง 318,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.5 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2564 นี้

ยุครุ่งเรืองของตลาดทองคำ

ทศวรรษ 1970 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ปัจจุบัน ราคาทองคำทะยานมากกว่า 1,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 57,000 บาท บางช่วงแตะถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในประเทศไทยก็แตะถึงราคา 30,000 บาทถือว่ามาไกลตลอด เหตุผลที่ทำให้ราคาทะยานขนาดนี้ นั่นก็เพราะว่ามูลค่าทองคำเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงภาวะเงินเฟ้อได้ บิตคอยน์ก็กำลังอยู่ในบทบาทนั้นในทศวรรษนี้

อนาคตบิตคอยน์พุ่งแรงทะลุ

เดือนตุลาคม 2563 วงการชำระเงินออนไลน์ PayPal อนุญาตให้ลูกค้าซื้อ ถือครอง และขาย cryptocurrency ได้ รวมถึงบิตคอยน์ด้วย และยังอนุญาตให้ใช้บิตคอยน์ในการซื้อขายกับบรรดาธุรกิจต่างๆ มากกว่า 26 ล้านแห่ง

ขณะที่ต้นปี 2563 บริษัท Fidelity ก็ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานกรรมการกำกับหลักทรัพย์ ในการเปิดกองทุนบิตคอยน์ใหม่ ที่ชื่อว่า Wise Origin Bitcoin Index Fund I ในส่วนนักลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อยก็สามารถเข้าถึงบิตคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ได้ โดยผ่าน Grayscale Investments ที่มีกองทุนเรือธงอย่าง Grayscale Bitcoin Trust ซึ่งจากข้อมูลของ Wall Street Journal พบว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัท พุ่งทะยานมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท

ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของบิตคอยน์ และคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ โดยจากการสำรวจพบว่า ผู้ลงทุนสถาบันในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ล้วนเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลและเชื่อว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ แม้ บิตคอยน์จะลงเอยด้วยการแทนที่บทบาทของทองคำแล้วกลายเป็นหลุมหลบภัยใหม่ ก็ยังต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน

นักลงทุนปกติทั่วไปควรก้าวอย่างนุ่มนวลกับกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง และอย่างน้อยก็ควรมีสินทรัพย์พื้นฐานสำรองไว้ เช่น กองทุนฉุกเฉินและกองทุนวัยเกษียณ ไม่ว่าการลงทุนอะไรมีความเสี่ยงทั้งหมด ควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน

 

บทความทั่วไป

ความสุข

ความสุขของแต่ละคนก็แตกต่างกันบางคนมีความสุขได้แบบง่ายๆเรื่องเล็ก บางคนอาจจะมีความสุขจากการได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบ สุขที่ได้ใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ หรือคือการได้ใช้ชีวิตที่สนุกสนาน ได้ทำงานที่ตนเองชอบ ได้ใช้ความสามารถเพื่อก่อให้เกิดผลที่ไม่ใช่แค่ประโยชน์ส่วนตน แต่เป็นบางอย่างที่มันยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา เช่น ทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อใคร

เราเรียนรู้ความสุขว่าความสุขเกิดจากการมีความสัมพันธ์ที่ดี ความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมในสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีส่วนความสุขที่เกิดขึ้นจากการคิดบวก การมองโลกในแง่ดี บางคนอาจจะยังมองจิตวิทยาเป็นเรื่องของการค้นหาสิ่งที่ผิดปกติ มองว่าเป็นการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคจิต เราสามารถใช้จิตวิทยาเชิงบวก เพื่อทำให้คนปกติทั่วไปสามารถเข้าถึงศักยภาพ สามารถใช้ชีวิตที่มีความสุขได้

ความสุขเกิดจากการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน 3 ระดับ ได้แก่

The Pleasant Life ชีวิตที่สนุกสนาน ความสุขคือ การได้หัวเราะ ได้กินดี อยู่ดี ได้นอนหลับฝันดี ได้ยิ้มความสุขในระดับแรกคือการได้ทำสิ่งที่เราชอบบ่อยๆ กิจกรรมที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข เช่น การได้กินของอร่อยๆ ได้ดูหนังสนุกๆ ได้ไปช้อปปิ้ง ได้ออกไปวิ่ง ได้เล่นเกมกับเพื่อนๆ กิจกรรมที่ทำให้เราอารมณ์ดีแต่ความสุขในระดับนี้มักจะเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว หรือเราอาจจะรู้สึกสนุกสนาน แต่ลึกๆ ในใจเรายังกังวล ยังรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป

The Good Life ชีวิตที่ดี คนที่มีความสุขคือ คนที่ทำงานยุ่งตลอดทั้งวัน และตอนกลางคืนก็ง่วงจนไม่มีเวลาให้กังวลความสุขอีกระดับคือการได้ทำสิ่งที่เรารัก ทำให้เราทุ่มเท ใช้ความสามารถ ใช้ฝีมือและความถนัดของเราความพึงพอใจจากการทำงานสำเร็จ ความภูมิใจในฝีมือของตัวเอง ช่วยทำให้เพิ่มคุณภาพชีวิต และทำให้เกิดความพึงพอใจในชีวิตได้มากกว่าการใช้ชีวิตที่สนุกสนานไปวันๆ

The Meaningful Life ชีวิตที่มีความหมาย ความสุขในระดับนี้คือการมีจุดหมาย การมีชีวิตที่มีคุณค่า มีความหมาย การใช้ความสามารถและความถนัดของเรา ทำให้เกิดประโยชน์ ทำเพื่อสิ่งที่มันยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา สิ่งที่ทำให้เรามีคุณค่า และทำให้ชีวิตมีความหมาย

ความสามารถของเราสิ่งที่เราถนัด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด จากนั้นนึกถึงสิ่งที่มันใหญ่กว่าตัวเรา สิ่งที่มันควรค่าที่จะให้เรายอมรับ สิ่งที่เรานับถือ สิ่งที่เราเชื่อ เช่น ศาสนา สังคม ความถูกต้อง ความยุติธรรม สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะความสามารถ จากนั้นใช้มันเพื่อตอบแทนสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา มันจะนำเราไปสู่ชีวิตที่มีความสุขที่ยั่งยืน ชีวิตที่เติมเต็มเป้าหมายที่แท้จริงของเราคือคุณภาพชีวิต ความพึงพอใจในชีวิต ความสุขที่ยั่งยืน โดยการใช้ชีวิตที่ดีและชีวิตที่มีความหมาย

       การหาความสุขจากการทำเรื่องสนุกสนาน หรือความสะดวกสบาย เราลองเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเอง พัฒนาคนอื่น มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนอื่นๆ แล้วปล่อยให้ความสุขเป็นผลพลอยได้จากการเห็นคุณค่าของตัวเอง จากความพอใจที่ทำงานสำเร็จ และการได้ทำสิ่งที่มีความหมาย ความสุขคือ การใช้ชีวิตที่มีประโยชน์ เป็นความสุขที่ยั่งยืนนั่นเอง