ข่าว, บทความทั่วไป

“บิตคอยน์”ทะลุล้านน

การพุ่งทะยานของบิตคอยน์ (Bitcoin)ต้อนรับปีใหม่กันเลยทีเดียว ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ราคาพุ่งไปที่ 33,099 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 990,000 บาท มีอัตราแลกเปลี่ยน 29.91 บาท  บางช่วงแตะสูงถึง 1 ล้านบาท!! ก่อนหน้านั้นราคาบิตคอยน์นั้นค่อยๆ แตะระดับจนขึ้นไปสูงถึง 29,292 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 876,000 บาท และปิดท้ายปี 2563 ด้วยการทำสถิติตัวเลขสวยๆ ที่ 29,043 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 867,000 บาท ที่หากเทียบการเปลี่ยนแปลงรายเดือน มูลค่าบิตคอยน์ในเดือนธันวาคมก็เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ทีเดียว ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 และหากเทียบทั้งปี บิตคอยน์ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากถึง 4 เท่า

บิตคอยน์คืออะไร

             บิตคอยน์เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ณ เวลานี้ จนมีการคาดการณ์กันว่า บิตคอยน์ จะกลายเป็นหลุมหลบภัยแห่งใหม่ของนักลงทุนที่ตีคู่มากับทองคำเป็นแนวโน้วที่บอกได้ว่าปี 2564 บิตคอยน์จะเข้ามามีบทบาทในโลกการเงินกระแสหลักมากขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนทิศทางจะเป็นอย่างไร ทางไหนในอนาคตจะแตะถึงระดับไหน ไปย้อนดูสาเหตุการพุ่งทะยานครั้งนี้กัน

บิตคอยน์หลุมหลบภัยแห่งใหม่ของนักลงทุน

หลักๆแล้วคงไม่หนีจากทองคำ สักเท่าไร นั่นคือ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า2019 ที่ทำแต่ละประเทศต้องประกาศล็อกดาวน์ ส่งผลต่อการเติบโต เป็นเหตุให้เกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลก และธนาคารกลางต้องงัดมาตรการมาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สหรัฐอเมริกาหรือธนาคารกลางได้ห่ำหั่นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเกือบ 0% ทันที รวมถึงพิมพ์ธนบัตรมูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยหวังว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ล้มได้ พร้อมกันนี้ บัญญัติกฎหมายประกันสุขภาพ ยังจ่ายเงินก้อนโตช่วยเหลือตลาดพันธบัตรและฟื้นชีพตลาดหุ้น

ตลาดหุ้น ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนบอบช้ำ นักลงทุนก็ย่อมมองหาที่ใหม่หาหลุมหลบภัย อันดับแรกคงจะเป็นทองคำ ที่ปีที่ผ่านมาแตะทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้วเช่นกัน และตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจก็คือ บิตคอยน์นี่แหละ บรรดานักวิเคราะห์มองว่า บิตคอยน์มีโอกาสแตะถึง 318,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.5 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2564 นี้

ยุครุ่งเรืองของตลาดทองคำ

ทศวรรษ 1970 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ปัจจุบัน ราคาทองคำทะยานมากกว่า 1,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 57,000 บาท บางช่วงแตะถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในประเทศไทยก็แตะถึงราคา 30,000 บาทถือว่ามาไกลตลอด เหตุผลที่ทำให้ราคาทะยานขนาดนี้ นั่นก็เพราะว่ามูลค่าทองคำเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงภาวะเงินเฟ้อได้ บิตคอยน์ก็กำลังอยู่ในบทบาทนั้นในทศวรรษนี้

อนาคตบิตคอยน์พุ่งแรงทะลุ

เดือนตุลาคม 2563 วงการชำระเงินออนไลน์ PayPal อนุญาตให้ลูกค้าซื้อ ถือครอง และขาย cryptocurrency ได้ รวมถึงบิตคอยน์ด้วย และยังอนุญาตให้ใช้บิตคอยน์ในการซื้อขายกับบรรดาธุรกิจต่างๆ มากกว่า 26 ล้านแห่ง

ขณะที่ต้นปี 2563 บริษัท Fidelity ก็ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานกรรมการกำกับหลักทรัพย์ ในการเปิดกองทุนบิตคอยน์ใหม่ ที่ชื่อว่า Wise Origin Bitcoin Index Fund I ในส่วนนักลงทุนที่ไม่ใช่รายย่อยก็สามารถเข้าถึงบิตคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ได้ โดยผ่าน Grayscale Investments ที่มีกองทุนเรือธงอย่าง Grayscale Bitcoin Trust ซึ่งจากข้อมูลของ Wall Street Journal พบว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัท พุ่งทะยานมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท

ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของบิตคอยน์ และคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ โดยจากการสำรวจพบว่า ผู้ลงทุนสถาบันในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ล้วนเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลและเชื่อว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ แม้ บิตคอยน์จะลงเอยด้วยการแทนที่บทบาทของทองคำแล้วกลายเป็นหลุมหลบภัยใหม่ ก็ยังต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน

นักลงทุนปกติทั่วไปควรก้าวอย่างนุ่มนวลกับกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง และอย่างน้อยก็ควรมีสินทรัพย์พื้นฐานสำรองไว้ เช่น กองทุนฉุกเฉินและกองทุนวัยเกษียณ ไม่ว่าการลงทุนอะไรมีความเสี่ยงทั้งหมด ควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน

 

บทความทั่วไป

ความสุข

ความสุขของแต่ละคนก็แตกต่างกันบางคนมีความสุขได้แบบง่ายๆเรื่องเล็ก บางคนอาจจะมีความสุขจากการได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบ สุขที่ได้ใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ หรือคือการได้ใช้ชีวิตที่สนุกสนาน ได้ทำงานที่ตนเองชอบ ได้ใช้ความสามารถเพื่อก่อให้เกิดผลที่ไม่ใช่แค่ประโยชน์ส่วนตน แต่เป็นบางอย่างที่มันยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา เช่น ทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อใคร

เราเรียนรู้ความสุขว่าความสุขเกิดจากการมีความสัมพันธ์ที่ดี ความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมในสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีส่วนความสุขที่เกิดขึ้นจากการคิดบวก การมองโลกในแง่ดี บางคนอาจจะยังมองจิตวิทยาเป็นเรื่องของการค้นหาสิ่งที่ผิดปกติ มองว่าเป็นการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคจิต เราสามารถใช้จิตวิทยาเชิงบวก เพื่อทำให้คนปกติทั่วไปสามารถเข้าถึงศักยภาพ สามารถใช้ชีวิตที่มีความสุขได้

ความสุขเกิดจากการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน 3 ระดับ ได้แก่

The Pleasant Life ชีวิตที่สนุกสนาน ความสุขคือ การได้หัวเราะ ได้กินดี อยู่ดี ได้นอนหลับฝันดี ได้ยิ้มความสุขในระดับแรกคือการได้ทำสิ่งที่เราชอบบ่อยๆ กิจกรรมที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข เช่น การได้กินของอร่อยๆ ได้ดูหนังสนุกๆ ได้ไปช้อปปิ้ง ได้ออกไปวิ่ง ได้เล่นเกมกับเพื่อนๆ กิจกรรมที่ทำให้เราอารมณ์ดีแต่ความสุขในระดับนี้มักจะเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว หรือเราอาจจะรู้สึกสนุกสนาน แต่ลึกๆ ในใจเรายังกังวล ยังรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป

The Good Life ชีวิตที่ดี คนที่มีความสุขคือ คนที่ทำงานยุ่งตลอดทั้งวัน และตอนกลางคืนก็ง่วงจนไม่มีเวลาให้กังวลความสุขอีกระดับคือการได้ทำสิ่งที่เรารัก ทำให้เราทุ่มเท ใช้ความสามารถ ใช้ฝีมือและความถนัดของเราความพึงพอใจจากการทำงานสำเร็จ ความภูมิใจในฝีมือของตัวเอง ช่วยทำให้เพิ่มคุณภาพชีวิต และทำให้เกิดความพึงพอใจในชีวิตได้มากกว่าการใช้ชีวิตที่สนุกสนานไปวันๆ

The Meaningful Life ชีวิตที่มีความหมาย ความสุขในระดับนี้คือการมีจุดหมาย การมีชีวิตที่มีคุณค่า มีความหมาย การใช้ความสามารถและความถนัดของเรา ทำให้เกิดประโยชน์ ทำเพื่อสิ่งที่มันยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา สิ่งที่ทำให้เรามีคุณค่า และทำให้ชีวิตมีความหมาย

ความสามารถของเราสิ่งที่เราถนัด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด จากนั้นนึกถึงสิ่งที่มันใหญ่กว่าตัวเรา สิ่งที่มันควรค่าที่จะให้เรายอมรับ สิ่งที่เรานับถือ สิ่งที่เราเชื่อ เช่น ศาสนา สังคม ความถูกต้อง ความยุติธรรม สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะความสามารถ จากนั้นใช้มันเพื่อตอบแทนสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา มันจะนำเราไปสู่ชีวิตที่มีความสุขที่ยั่งยืน ชีวิตที่เติมเต็มเป้าหมายที่แท้จริงของเราคือคุณภาพชีวิต ความพึงพอใจในชีวิต ความสุขที่ยั่งยืน โดยการใช้ชีวิตที่ดีและชีวิตที่มีความหมาย

       การหาความสุขจากการทำเรื่องสนุกสนาน หรือความสะดวกสบาย เราลองเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเอง พัฒนาคนอื่น มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนอื่นๆ แล้วปล่อยให้ความสุขเป็นผลพลอยได้จากการเห็นคุณค่าของตัวเอง จากความพอใจที่ทำงานสำเร็จ และการได้ทำสิ่งที่มีความหมาย ความสุขคือ การใช้ชีวิตที่มีประโยชน์ เป็นความสุขที่ยั่งยืนนั่นเอง

 

บทความทั่วไป

ถอดบทเรียน ‘เงินติดล้อ’กับเบื้องหลังองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Agile

ถอดบทเรียน เงินติดล้อ

  • ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่มีภาพลักษณ์ติดดินในสายตาคนทั่วไป แต่เงินติดล้อถือเป็นองค์กรที่มีความทันสมัยสูง โดยเฉพาะการใช้รูปแบบการทำงานแบบ Agile ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในบรรดา Tech Company
  • เงินติดล้อให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรมากๆ โดยพยายามเปลี่ยนจาก Organization แบบดั้งเดิม เป็น Culture Company เพื่อให้พนักงานทุกคนมองภาพเดียวกัน
  • ขณะที่ทุกธุรกิจเพิ่งพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะความเร็ว แต่ธุรกิจสินเชื่อจำนำรถมีความเร็วเป็นปัจจัยพื้นฐานมานานแล้ว รูปแบบ Agile จึงสอดคล้องกับการพัฒนาธุรกิจของเงินติดล้อ
  • การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการจัดการกับข้อมูลมหาศาล ในขณะเดียวกันก็ยืดหยุ่นในการใช้คนแก้ปัญหาในเรื่องที่เทคโนโลยีไม่เก่งเท่า คือตัวอย่างของการเปิดรับการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด
  • ในขณะที่กระแสในฝั่งของธนาคารกำลังทยอยปิดสาขา แต่ธุรกิจสินเชื่อจำนำรถกลับมีการขยายสาขาย่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลจากรูปแบบการบริการ และพฤติกรรมของลูกค้าที่แตกต่างกัน
  • แต่ถึงอย่างไรพฤติกรรมลูกค้าที่เริ่มผูกพันกับสมาร์ทโฟนก็ทำให้เงินติดล้อต้องคิดเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

เงินติดล้อ ธุรกิจให้บริการด้านสินเชื่อจำนำทะเบียนรถซึ่งหลายๆ คนอาจจะติดภาพลักษณ์จากโฆษณาที่มีความเป็นแบรนด์บ้านๆ ให้ความรู้สึกถึงความติดดิน แต่ใครจะเชื่อว่าจริงๆ แล้วเงินติดล้อมีรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจ มีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทันสมัย ไปจนถึงบรรยากาศออฟฟิศที่ใส่ใจออกแบบเอื้อต่อการทำงานของพนักงาน เรียกได้ว่าแทบไม่ต่างจากบริษัท Tech ชั้นนำอย่าง LINE หรือ Google เลยทีเดียว

Techsauce ได้มีโอกาสเยี่ยมออฟฟิศใหม่ของเงินติดล้อในย่านอารีย์ พร้อมไขวิธีคิดและรูปแบบการทำงานแบบ Agile ที่จะนำพาบริษัทให้เติบโตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดย Agile เป็นแนวคิดของการทำงานที่เป็นที่นิยมในบริษัทยุคใหม่โดยเฉพาะพวก Tech Company บทความนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าที่เงินติดล้อนั้นมีการใช้ Agile กันอย่างไร

สัมภาษณ์พิเศษคุณเบอร์นาร์ด โช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่าย IT, การตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด

แนวคิดของธุรกิจเงินติดล้อเกิดขึ้นจากที่ใด

เงินติดล้อทำธุรกิจเกี่ยวกับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และเป็น Broker ประกันวินาศภัย ลูกค้าของเงินติดล้อ จะเป็นกลุ่มคนที่รายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างธนาคารได้ เพราะไม่มีสลิปเงินเดือน หรือไม่ได้ฝากเงินที่ธนาคาร ทำให้ไม่มี statement ซึ่งเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้ามาหาเราคือถ้าเขามีปัญหาเรื่องการเงิน เขาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทำให้หลายๆ คนก็จำเป็นต้องไปกู้เงินนอกระบบ สุดท้ายก็อาจจะทำให้เขาแย่กว่าเดิม เพราะดอกเบี้ยสูง บางครั้งก็ถูกเอาเปรียบ

เขามีทางออกและทางเลือกที่ดีกว่านี้ เพราะที่เงินติดล้อ เราเชื่อว่าเขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส อาจจะมีบางคนมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเงินติดล้อว่าเอาเปรียบด้วยการเก็บดอกเบี้ย จริงๆแล้วไม่ใช่แบบนั้น เพราะ บริการของเราเป็นทั้งธรรมและโปร่งใส และยังมีเจตนา ที่อยากให้ลูกค้าพ้นจากปัญหาของเขาอย่าง เราเชื่อว่าการช่วยลูกค้ากับการทำให้บริษัทเติบโตและมีกำไรสามารถทำไปพร้อมกันได้ เรามีสโลแกนว่า “ชีวิตหมุนต่อได้” เราอยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่าบริษัทของเรามีเป้าหมายที่จะช่วยให้ลูกค้าที่เข้ามาหาเราให้พ้นจากหนี้นอกระบบ

เห็นว่าเงินติดล้อได้มีการนำแนวคิดการทำงานแบบAgile มาใช้ อยากให้ช่วยอธิบายรายละเอียดว่าเอามาใช้แบบไหนบ้าง

ช่วงก่อนหน้า 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครพูดถึง Agile กันมากขนาดนี้ แต่มันเริ่มมาจากอยู่ดีๆ ทุกธนาคารทุกบริษัทบอกว่าต้องมี Digital Transformation ต้องทำให้เร็ว เพราะพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป เขาใช้มือถือในการซื้อของและทำธุรกรรมทางการเงิน แต่สำหรับเราความเร็วมาจากลูกค้าที่เขามีความจำเป็นต้องใช้เงิน เพราะอาจจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เงินรักษาพยาบาล หรือ ต้องจ่ายค่าเทอมลูก เพราะฉะนั้นเรื่องความเร็วจึงอยู่ใน core service offering ของเราตั้งแต่ต้น เพราะเรารู้ว่าความเร็วเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับลูกค้า ซึ่งในอุตสาหกรรมนี้ก็มีคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ มีช่วงหนึ่งที่เราเพิ่ม product มากขึ้น ทำให้ process ของเราอาจจะสู้กับคู่แข่งไม่ได้ ซึ่งเขาอาจจะใช้เวลาขอสินเชื่อเร็วกว่าเรา เมื่อเรารู้แบบนี้แล้วก็อยู่เฉยไม่ได้ก็ต้อง re-process และระบบทั้งหมด จากนั้นก็เปิดตัว product ใหม่ สำหรับรถจักรยานยนต์ลูกค้าสามารถจอดรถและขอภายใน 10 นาที จากเดิมใช้เวลา 30 นาที หรือสำหรับรถยนต์ก็ประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็สามารถได้เงินกลับบ้านได้

แต่การ re-engineering ครั้งนี้ใช้เวลานานมาก เพราะเราต้องศึกษา เคลียร์ระบบและ process อย่างน้อย 6-9 เดือน ในขณะที่ Facebook หรือ Application สามารถ update ทุก 2 สัปดาห์ได้แล้วทำไมเราต้องใช้เวลาถึง 6-9 เดือน เราก็เริ่มศึกษาว่า Facebook, Uber เขาทำกันอย่างไร

ด้วยความที่เราชอบอ่านหนังสือก็ไปเจอหนังสือ Scrum: The Art of Doing Twice the Work in Half the Time อ่านจบแล้วก็ใช่เลย กรณีของเขาคือทำระบบที่ใหญ่มากอยู่ในอเมริกาของภาครัฐที่โปรเจคล่าช้า แต่เขาสามารถทำให้เปิดตัวได้ภายใน 1 ปี อ่านจบแล้วเราก็อยากได้แบบนี้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยให้ MD อ่าน และหลังจากที่ MD อ่านจบ เราตัดสินใจส่งทีมไปที่สิงคโปร์ เพื่อไป certified scrum และกลับมาลองทำจริงที่นี่ ซึ่ง เราก็ลองผิดลองถูก และถ่ายทอดความรู้จากน้อง ๆ ให้ผู้บริหารของเรา พอได้ลองทำกัน และเริ่มเห็นผล ทุกคนก็พอใจ

แต่สูตรลับของเราที่ทุกคนสงสัย คือทำได้อย่างไร

Agile พูดง่าย แต่ทำยาก และตัวเร่งที่ยิ่งใหญ่กว่า การทำ project แบบ agile คือ culture transformation ที่ก่อนหน้านี้เราพูดถึงว่าเรามีเจตนาที่จะช่วยลูกค้า ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่กำไร ฟังดูแล้วโลกสวยมาก แต่ถ้าเราไม่สนใจที่จะทำให้พนักงานของเราที่มีกว่า 4,000 คนสามารถช่วยลูกค้าตามเจตนารมย์ของเรา สุดท้ายลูกค้าเห็นในโฆษณาแล้วดีมาก แต่เมื่อไปที่สาขากลับไปเจอกับคนที่ไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้มีเป้าหมายตรงกันก็ได้รับการบริการที่ไม่ดี ฉะนั้นสิ่งที่เราให้สัญญาไว้กับลูกค้าก็เป็นแค่โฆษณา

 

บทความทั่วไป

ดั้งโด่งด้วยมือแม่จริงหรือ…….

บทความ

ดั้งโด่งด้วยมือแม่จริงหรือ…….ความเชื่อที่ว่าดึงดั้งเล็ก ๆ จะทำให้จมูกโด่ง??????

มีความเชื่อที่อยู่กับคนไทยมาอย่างช้านานเรื่องการบีบดั้ง ดึงจมูกลูกจะทำให้จมูกโด่งขึ้นได้ ที่มักจะเป็นคำถามที่แม่มือใหม่หลายคนสงสัยกันจำนวนมาก ว่าถ้าค่อย ๆ บีบทุกวันลูกจมูกโด่งจริงมั้ย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ด้วยเหตุนี้คุณแม่หลาย ๆ คนจึงบีบจมูกลูกบ่อย ๆ เพราะกลัวลูกจะจมูกแบน รู้หรือไม่ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อของเด็กที่ยังเจริญและเข็งแรงไม่เต็มที่ การที่ไปดึงเพราะคิดว่าจมูกจโด่ง อาจจะทำให้จมูกลูกเกิดการอักเสบ บวมหายใจไม่สะดวก และเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง

  ขอกล่าวถึงประสบการณ์ที่เจอนะคะ ทางการแพทย์บอกว่าไม่มีผล แต่เราก็ทำนะ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการนวดสัมผัสลูก และกระตุ้นกล้ามเนื้อค่ะส่วนจมูกนี่เจอมากับตัวค่ะ คือพ่อเราเชื้อสายจีนเราก็จมูกไม่โด่งค่ะ แถมบานอีกตั้งหาก เลยโดนปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ๆว่าให้ดึงดั้งทุกวัน จมูกจะได้สวย ซึ่งทำให้จมูกเราโด่งขึ้นจริง ๆ แบบผิดพี่ผิดน้องเลย โดนทักตลอดว่าไปเสริมที่ไหนมา จนมีวันนึงไปทำผมที่ร้านเราบอกของจริงพี่แกก็ไม่เชื่อบอกว่าไม่ต้องอายหรอก ใครเค้าก็ทำกัน เราเลยต้องให้จับโยกดูเลยค่ะ เป็นที่สนุกสนานกันทั้งร้านไป ตอนไปเที่ยววัดพนัญเชิง ตรงทางเข้าจะเก็บเงินเราหาว่าเราเป็นต่างชาติ ต้องบอกว่า ยายหนูก็คนอยุธยานี่แหละค่ะ

วิธีทำให้ดั้งโด่งแบบได้ผลจริง !!!

1.การนวดตามสันจมูกวิธีนี้จะช่วยให้กระดูกมีการเคลื่อนที่อย่างเบาๆกระดูอ่อนจะถูกบีบตามแรงที่ เราบีบมันจะไม่หดมันจะไม่หายมันแค่จะเปลี่ยนรูปเราบีบให้มันเป็นสันดั้ง บีบ+นวดทุก ๆ วัน ครั้งละ10นาทีเท่านี้ก็สามารถช่วยได้เยอะเลยทีเดียวอมยิ้ม

2.การนวดหรือบีบนั้นต้องทำตามช่วงเวลา

ตื่นนอน ระหว่างอาบน้ำ หลังอาบน้ำ ก่อนเข้านอนซึ่งเวลาเหล่านี้กล้ามเนื้อและกระดูกอ่อนจะเกิดความผ่อนคลายมาก ที่สุดจึงสมควรกระทำในช่วงเวลาดังกล่าว พระอาทิตย์พระจันทร์ดาว

3.การดึง+นวด+บีบนั้นช่วยทำให้จมูกมีความโด่ง 60เปอเซ็นจุดที่สำคัญอีกจุด คือเนื้อบริเวณรูจมูกตรงกลางอ่าค่ะลองจับๆดูตรงนี้ก็สมควรทำด้วยวิธีทำคือ ดึง (ดึงเนื้อบริเวณรูจมูกตรงกลาง)ลงมาข้างล่างให้เยอะที่สุดครั้งละ3-5นาที ไม่นานเกินรอ

แค่นี้ก็สารมาถทำให้จมูกโด่งขึ้นมาได้แล้วค่ะ ทำไปเรื่อย ๆ  ประมาณ 1-2 เดือนจะเห็นผลเลยค่ะ

ปล.

– ถ้าคุณเป็นคนที่พอมีดั้ง , คนในครอบครัวดั้งโด่ง , อายุไม่เกิน 15 ปี มันได้ผลแน่ ๆ   แต่ถ้าคุณแบนอยู่แล้ว ครอบครัวก็แบน อายุก็เกิน ไม่เป็นไรค่ะ ยังพอมีหวังเพียงแต่หมั่นทำทุกวัน ทำให้เป็นนิสัย จริง ๆ เรื่องความสวยมันง่ายค่ะ

สุดท้ายคว่ามเชื่อนี้ เห็นได้ผลเพียงแค่กับบางที่โตขึ้นมาแล้วเท่านั้น และไม่ควรที่จะทำกับเด็กเล็กนะคะ เพราะอาจจะทำให้จมูกลูกเกิดการอักเสบ บวมหายใจไม่สะดวก และเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ทางที่ดีถ้าโตขึ้นมากหน่อยก็แค่นวดให้เป็นอย่างประจำอย่างสม่ำเสมอพอนะคะ และที่สำคัญเราไม่ควรใช้ที่หนีบผ้ามาหนีบนะคะ หลายคนคงจะเคยเห็นขาวกันมาบ้างแล้วสำหรับคนที่ใช้ไม่หนีบผ้ามาหนีบที่จมูกเพื่อให้มันโด่งขึ้น ทั้งนี้เราควรระมัดระวังกันด้วยนะคะ ถ้าการที่เด็กจมูกจะโด่งอยู่ที่ธรรมชาติและกรรมพันธุ์

 

บทความทั่วไป

อย่าคบคนพาล

 

  บุคคลท่านใดที่หวังจะมีความสุขความเจริญของตนเองแล้วนั้น อย่าได้คบคนพาลโดยเด็ดขาด เพราะคนพาลมีจิตใจที่ขุ่นมัว คนพาลจะพาไปเราไปหาสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ผิด คนพาลจะไม่รู้ ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร คนพาล คือ คนไม่มีความคิด คนไม่มีสติปัญญาในการคิดสร้างสรรค์ ทำให้ชีวิตไม่พัฒนาไปในทางที่ดีหรือก้าวหน้า คนพาลไม่เข้าใจเลยว่าความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างไร แล้วถ้าถามว่าคนพาลคือคนประเภทไหนบ้าง จะบอกได้ว่าคนพาลมีลักษณะ ดังนี้ 

คนที่คิดชั่ว

เคยได้ยินคำนี้ไหมว่า “แค่คิด ก็ผิดแล้ว” ต่อให้เราเกิดความคิดที่ไม่ดีทั้งต่อตัวเอง และต่อผู้อื่น แม้จะคิดแค่อยู่ในหัว แต่ยังไม่ได้กระทำอะไรลงไป นั่นก็ผิดแล้ว บางคนคิดละโมบโลบมากอยากได้ในทางที่ทุจริต บางคนคิดไม่ดีต่อผู้อื่นคิดพยาบาทปองร้ายต่อผู้อื่น บางคนคิดเห็นผิดเป็นชอบ คนในลักษณะเหล่านี้หากอยู่ใกล้แล้ว จะทำให้เรารู้สึกห่อเหี่ยวจิตใจ และอาจจะเป็นภัยต่อตัวเราเองหากได้อยู่ใกล้ชิดไปนาน ๆ

คนที่พูดชั่ว

คนที่พูดชั่ว คือคนที่พูดอะไรออกมาโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน พูดจาโกหกหลอกลวง พูดจาส่อเสียดยุยงทำให้ผู้อื่นทะเลาะแตกแยกกัน พูดจาหยาบคาย พูดจาไม่รู้กาลเทศะ คิดอยากจะพูดก็พูด พูดมากจนดูเหลวไหลไร้ประโยชน์ หากเจอคนประเภทนี้ให้รีบตีตัวออกห่างเป็นไปได้อย่าไปอยู่ใกล้ ๆ อย่าไปเสวนาด้วยเด็ดขาด.

คนที่ทำชั่ว

คนที่ทำชั่ว คือคนที่ประพฤติปฏิบัติตนไม่ดีทั้งต่อตัวเอง และผู้อื่น เช่น ลักขโมยศัพท์สินของผู้อื่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ประพฤติผิดในกาม ทำร้ายร่างกายบิดามารดา เพื่อนมนุษย์ และสัตว์ คนประเภทนี้ยิ่งอยู่ใกล้จะยิ่งเป็นภัยต่อตัวเอง คบแล้วจะไม่พบความสุขความเจริญ เพราะคนจำพวกนี้ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และบาปกรรม คบไปก็มีแต่เดือดเนื้อร้อนใจ

การที่เราคบคนพาล ย่อมจะถูกแรงจูงใจไปในทางที่ผิด ทั้งในเรื่องความคิด คำพูด การกระทำ แต่ถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องอยู่ใกล้คนพาล ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน กรณีเช่นนี้ต้องระมัดระวังอยู่เสมอว่า เรากำลังอยู่ใกล้ๆสิ่งที่เป็นอันตราย เหมือนกับผู้รักษาคนเป็นโรคติดต่ออันร้ายแรง ต้องคอยระวังตัวเองให้ดี คือระวังความเป็นคนพาลของเขาจะมาติดเรา

การที่เราไม่คบคนพาลนั้น จะทำให้เราเกิดแรงจูงใจไปในทางที่ดี เหมือนมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง เราสามารถสร้างคุณงามความดีให้ตนเอง และยังสามารถสร้างความดีใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาได้อีก ไม่ต้องมีเรื่องให้หวาดระแวง ไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจ ไม่ต้องมานั่งจิตตก ไม่ต้องเป็นที่รังเกียจของสังคม  อยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรัก มีคนศรัทธา เป็นคนที่ความน่าเชื่อถือ 

เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินประโยคนี้ “รู้หน้า ไม่รู้ใจ” คบกับใครขอให้คบไปนาน ๆ อย่าได้ให้ใจใครไปเต็มร้อย เพราะของแบบนี้ต้องดูกันไปนาน ๆ คนดีเขาจะไม่โง่ หรือเป็นผู้มีปัญญา ไม่แล้งน้ำใจ และไม่มีพิษภัย เป็นมิตรกับคนอื่นมีความจริงใจทั้งต่อหน้า และลับหลัง ส่วนคนไม่ดีจะทำไม่ดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง หวังดีประสงค์ร้าย ไม่มีความจริงใจกับใครทั้งนั้น

สุดท้ายนี้อยากบอกทุกคนว่า การเป็นคนดีนั้นมีค่าประเสิร์จยิ่งกว่าสิ่งใด อย่าได้หลงทำความผิดจนลืมตัว คนเรามีผิดพลาดกันได้แต่จงมีสติ หมั่นทำความดีเข้าไว้ แล้วจะพบกับความสุขความเจริญ หน้าที่การงานจะเจริญก้าวหน้า