ถอดบทเรียน เงินติดล้อ

  • ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่มีภาพลักษณ์ติดดินในสายตาคนทั่วไป แต่เงินติดล้อถือเป็นองค์กรที่มีความทันสมัยสูง โดยเฉพาะการใช้รูปแบบการทำงานแบบ Agile ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในบรรดา Tech Company
  • เงินติดล้อให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรมากๆ โดยพยายามเปลี่ยนจาก Organization แบบดั้งเดิม เป็น Culture Company เพื่อให้พนักงานทุกคนมองภาพเดียวกัน
  • ขณะที่ทุกธุรกิจเพิ่งพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะความเร็ว แต่ธุรกิจสินเชื่อจำนำรถมีความเร็วเป็นปัจจัยพื้นฐานมานานแล้ว รูปแบบ Agile จึงสอดคล้องกับการพัฒนาธุรกิจของเงินติดล้อ
  • การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการจัดการกับข้อมูลมหาศาล ในขณะเดียวกันก็ยืดหยุ่นในการใช้คนแก้ปัญหาในเรื่องที่เทคโนโลยีไม่เก่งเท่า คือตัวอย่างของการเปิดรับการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด
  • ในขณะที่กระแสในฝั่งของธนาคารกำลังทยอยปิดสาขา แต่ธุรกิจสินเชื่อจำนำรถกลับมีการขยายสาขาย่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลจากรูปแบบการบริการ และพฤติกรรมของลูกค้าที่แตกต่างกัน
  • แต่ถึงอย่างไรพฤติกรรมลูกค้าที่เริ่มผูกพันกับสมาร์ทโฟนก็ทำให้เงินติดล้อต้องคิดเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

เงินติดล้อ ธุรกิจให้บริการด้านสินเชื่อจำนำทะเบียนรถซึ่งหลายๆ คนอาจจะติดภาพลักษณ์จากโฆษณาที่มีความเป็นแบรนด์บ้านๆ ให้ความรู้สึกถึงความติดดิน แต่ใครจะเชื่อว่าจริงๆ แล้วเงินติดล้อมีรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจ มีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทันสมัย ไปจนถึงบรรยากาศออฟฟิศที่ใส่ใจออกแบบเอื้อต่อการทำงานของพนักงาน เรียกได้ว่าแทบไม่ต่างจากบริษัท Tech ชั้นนำอย่าง LINE หรือ Google เลยทีเดียว

Techsauce ได้มีโอกาสเยี่ยมออฟฟิศใหม่ของเงินติดล้อในย่านอารีย์ พร้อมไขวิธีคิดและรูปแบบการทำงานแบบ Agile ที่จะนำพาบริษัทให้เติบโตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดย Agile เป็นแนวคิดของการทำงานที่เป็นที่นิยมในบริษัทยุคใหม่โดยเฉพาะพวก Tech Company บทความนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าที่เงินติดล้อนั้นมีการใช้ Agile กันอย่างไร

สัมภาษณ์พิเศษคุณเบอร์นาร์ด โช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่าย IT, การตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด

แนวคิดของธุรกิจเงินติดล้อเกิดขึ้นจากที่ใด

เงินติดล้อทำธุรกิจเกี่ยวกับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และเป็น Broker ประกันวินาศภัย ลูกค้าของเงินติดล้อ จะเป็นกลุ่มคนที่รายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างธนาคารได้ เพราะไม่มีสลิปเงินเดือน หรือไม่ได้ฝากเงินที่ธนาคาร ทำให้ไม่มี statement ซึ่งเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้ามาหาเราคือถ้าเขามีปัญหาเรื่องการเงิน เขาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทำให้หลายๆ คนก็จำเป็นต้องไปกู้เงินนอกระบบ สุดท้ายก็อาจจะทำให้เขาแย่กว่าเดิม เพราะดอกเบี้ยสูง บางครั้งก็ถูกเอาเปรียบ

เขามีทางออกและทางเลือกที่ดีกว่านี้ เพราะที่เงินติดล้อ เราเชื่อว่าเขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส อาจจะมีบางคนมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเงินติดล้อว่าเอาเปรียบด้วยการเก็บดอกเบี้ย จริงๆแล้วไม่ใช่แบบนั้น เพราะ บริการของเราเป็นทั้งธรรมและโปร่งใส และยังมีเจตนา ที่อยากให้ลูกค้าพ้นจากปัญหาของเขาอย่าง เราเชื่อว่าการช่วยลูกค้ากับการทำให้บริษัทเติบโตและมีกำไรสามารถทำไปพร้อมกันได้ เรามีสโลแกนว่า “ชีวิตหมุนต่อได้” เราอยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่าบริษัทของเรามีเป้าหมายที่จะช่วยให้ลูกค้าที่เข้ามาหาเราให้พ้นจากหนี้นอกระบบ

เห็นว่าเงินติดล้อได้มีการนำแนวคิดการทำงานแบบAgile มาใช้ อยากให้ช่วยอธิบายรายละเอียดว่าเอามาใช้แบบไหนบ้าง

ช่วงก่อนหน้า 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครพูดถึง Agile กันมากขนาดนี้ แต่มันเริ่มมาจากอยู่ดีๆ ทุกธนาคารทุกบริษัทบอกว่าต้องมี Digital Transformation ต้องทำให้เร็ว เพราะพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป เขาใช้มือถือในการซื้อของและทำธุรกรรมทางการเงิน แต่สำหรับเราความเร็วมาจากลูกค้าที่เขามีความจำเป็นต้องใช้เงิน เพราะอาจจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น เกิดอุบัติเหตุ ต้องใช้เงินรักษาพยาบาล หรือ ต้องจ่ายค่าเทอมลูก เพราะฉะนั้นเรื่องความเร็วจึงอยู่ใน core service offering ของเราตั้งแต่ต้น เพราะเรารู้ว่าความเร็วเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับลูกค้า ซึ่งในอุตสาหกรรมนี้ก็มีคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ มีช่วงหนึ่งที่เราเพิ่ม product มากขึ้น ทำให้ process ของเราอาจจะสู้กับคู่แข่งไม่ได้ ซึ่งเขาอาจจะใช้เวลาขอสินเชื่อเร็วกว่าเรา เมื่อเรารู้แบบนี้แล้วก็อยู่เฉยไม่ได้ก็ต้อง re-process และระบบทั้งหมด จากนั้นก็เปิดตัว product ใหม่ สำหรับรถจักรยานยนต์ลูกค้าสามารถจอดรถและขอภายใน 10 นาที จากเดิมใช้เวลา 30 นาที หรือสำหรับรถยนต์ก็ประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็สามารถได้เงินกลับบ้านได้

แต่การ re-engineering ครั้งนี้ใช้เวลานานมาก เพราะเราต้องศึกษา เคลียร์ระบบและ process อย่างน้อย 6-9 เดือน ในขณะที่ Facebook หรือ Application สามารถ update ทุก 2 สัปดาห์ได้แล้วทำไมเราต้องใช้เวลาถึง 6-9 เดือน เราก็เริ่มศึกษาว่า Facebook, Uber เขาทำกันอย่างไร

ด้วยความที่เราชอบอ่านหนังสือก็ไปเจอหนังสือ Scrum: The Art of Doing Twice the Work in Half the Time อ่านจบแล้วก็ใช่เลย กรณีของเขาคือทำระบบที่ใหญ่มากอยู่ในอเมริกาของภาครัฐที่โปรเจคล่าช้า แต่เขาสามารถทำให้เปิดตัวได้ภายใน 1 ปี อ่านจบแล้วเราก็อยากได้แบบนี้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยให้ MD อ่าน และหลังจากที่ MD อ่านจบ เราตัดสินใจส่งทีมไปที่สิงคโปร์ เพื่อไป certified scrum และกลับมาลองทำจริงที่นี่ ซึ่ง เราก็ลองผิดลองถูก และถ่ายทอดความรู้จากน้อง ๆ ให้ผู้บริหารของเรา พอได้ลองทำกัน และเริ่มเห็นผล ทุกคนก็พอใจ

แต่สูตรลับของเราที่ทุกคนสงสัย คือทำได้อย่างไร

Agile พูดง่าย แต่ทำยาก และตัวเร่งที่ยิ่งใหญ่กว่า การทำ project แบบ agile คือ culture transformation ที่ก่อนหน้านี้เราพูดถึงว่าเรามีเจตนาที่จะช่วยลูกค้า ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่กำไร ฟังดูแล้วโลกสวยมาก แต่ถ้าเราไม่สนใจที่จะทำให้พนักงานของเราที่มีกว่า 4,000 คนสามารถช่วยลูกค้าตามเจตนารมย์ของเรา สุดท้ายลูกค้าเห็นในโฆษณาแล้วดีมาก แต่เมื่อไปที่สาขากลับไปเจอกับคนที่ไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้มีเป้าหมายตรงกันก็ได้รับการบริการที่ไม่ดี ฉะนั้นสิ่งที่เราให้สัญญาไว้กับลูกค้าก็เป็นแค่โฆษณา