บางครั้งชีวิตคนเราก็ต้องมีพลั้งพลาดกันบ้าง เราเชื่อว่าไม่มีใครคนไหนที่ไม่เคยทำผิดพลาด แต่เมื่อเราทำผิดพลาดไปแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาและทำให้มันดีขึ้นได้แค่ไหน

ประโยคที่ว่า “ชีวิต ไม่มีอะไรที่แน่นอน” แม้มันจริงแต่ก็ฟังดูง่ายเกินไป ซึ่งหากเราลองพิจารณาเราจะพบว่าไม่มีใครอยู่ได้โดยลำพัง หรือโดยไม่พึ่งพาใครเลย มันจึงเป็นเหตุว่า แม้เราจะ “มั่นคงต่อตนเอง” เพียงใดก็ไม่อาจคาดหวังหรือบังคับให้คนอื่น สิ่งอื่น มั่นคงไปพร้อมกับเราได้ เราแพ้ได้ เราท้อได้ แต่เราต้องใช้ชีวิตต่อด้วยสติ ชีวิตของเรานั้นแสนสั้นเกินกว่าจะคิดลบกับมันจงใช้ชีวิต แม้จะเจอทั้งเรื่องดีหรือไม่ดีคิดว่ามันคือรสชาติของชีวิตซึ่งทุกคนต้องพบเจออยู่แล้ว

อย่ากลัวการเริ่มใหม่ ที่ต้องถอยหลัง

หากมองย้อนไปเราก็คงมีประสบการณ์ “เริ่มใหม่” กับอะไรกันมาบ้าง เช่น เข้าโรงเรียนใหม่ ที่ทำงานใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ เพียงแต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำคุณเดือดร้อนใจเท่าการที่อะไร “พังลงไป” แล้วต้องเริ่มใหม่ เราอาจไม่อยากยอมรับ และยากทำใจ หากในตอนนี้หรือตอนที่เรามีสติเราจะพบว่า เราอาจแค่กำลังผิดหวัง เสียใจเลยยังไม่คิดเริ่มใหม่ และจมอยู่กับความเศร้าตรงนั้น เหมือนทุกอย่างเป็นศูนย์ ถดถอย หรือถอยหลัง

มองมุมหนึ่งแล้วที่จริงการเริ่มใหม่ ไม่ใช่เป็นการถอยหลังแม้มันจะคล้ายกันก็ตาม เปรียบเปรยเหมือนการที่เราเดินทางเข้าไปเจอซอยตัน เราก็ต้องถอยหลัง แต่ใช่ว่าเราจะไม่ไปต่อ เราถอยเพื่อไปจุดที่ต้องเริ่มใหม่ เลี้ยวใหม่ไปอีกทาง แต่ไม่ใช่ถอยไปกลับสู่จุดเริ่มต้น หรือย้อนไปมากกว่านั้น

อยากเริ่มใหม่ แต่ทำไม่ได้

ถ้ามีความสุขดี เราคงไม่อยากเริ่มใหม่ มันคงเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็คิดเช่นนี้ แต่มีหลายคนอยู่ในภาวะที่อยากเริ่มใหม่แต่ทำไมได้ เหตุผลหนึ่งเพราะไม่เคยเตรียมใจไว้ หรือเตรียมพร้อมว่าต้องเริ่มใหม่  เราจึงสร้างพันธะ หรือความผูกพันธ์บางสิ่งบางอย่างเอาไว้เหนียวแน่น จนถอยไม่ได้ แยกไม่ได้ และออกจากจุดนั้นไปง่าย ๆ ไม่ได้

บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราประเมินเกินจริง กล่าวคือ ที่จริงหากเราจะเริ่มใหม่ก็ทำได้ แค่คิดกังวล กลัวมากไปเอง แต่บางเรื่องก็ยากลำบากจริง ๆ ในการที่จะไปเริ่มใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ ชีวิต ความรัก ความสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตาม ที่บทความนี้เพียงสะท้อนให้เห็นว่า การพร้อมที่จะเริ่มนับ 1 ใหม่ อาจต้องเคยคิด และเคยวางแผนไว้แต่ต้นบ้างว่า เราควรพร้อมเสมอ

ต้องพร้อมนับ 1 ใหม่

การนับ 1 ใหม่ หรือเริ่มต้นใหม่ของหลายคนอาจเกิดจากความจำเป็น เช่น ทุกอย่างถูกทำลายลงไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้นอกจากเริ่มใหม่ แต่ในด้านหนึ่งไม่มีวันที่มันจะไม่เหลืออะไรเลย อย่างน้อยก็ความรู้ ประสบการณ์ และในทางตรงกันข้าม หากคิดว่าพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ในบางอย่าง ก็มิใช่ว่าต้องทำลายสิ่งที่มี หรือทิ้งทุกอย่างก่อน ไม่ให้เหลืออะไร เช่นกัน

ตัวอย่าง เช่น การเริ่มธุรกิจใหม่ หลายคนอาจเลือก เซ้งร้านเดิมทำร้านใหม่ หรือเลิกธุรกิจเดิม ไปทำธุรกิจอื่น แต่ในมุมหนึ่งเราอาจเริ่มธุรกิจใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งธุรกิจเดิมก็ได้ เช่น ร้านข้าวมันไก่ เหมือนเดิม… แต่ชื่อร้านใหม่ สูตรใหม่ การจัดการใหม่ การตกแต่งใหม่ ปรับปรุงจากสิ่งที่เคยเรียนรู้มา เพราะมันก็ดีกว่าย่ำกับที่ หรือต้องถอยหลังไปคิดว่า ขายอะไรดี? และต้องดูให้ดีว่านี่คือการเริ่มใหม่บนสิ่งแวดล้อมใหม่หมด ไม่ใช่แค่ปรับปรุงหรือที่ได้บอกไปว่าเพียง Restart ที่ผลลัพธ์ก็อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก

หรือในชีวิตความสัมพันธ์ เราอาจอภัยแฟน แบบหมดใจ ไม่ว่าเขาจะผิดอะไรมา บนความเข้าใจใหม่ และเรียนรู้ว่า แฟนคนนี้ที่จริงนิสัยอย่างไร หรือปัจจุบันเขาเป็นอย่างไร ไม่ใช่คนที่เราเคยคบ เคยรู้จัก และบางทีเราก็แค่ไม่เคยรู้จักเขาดีพอ แต่ถ้าเพียงอภัยได้แต่ไม่ลืม หรือยังคาดหวังให้เขาเป็นแบบที่เรา “เคยคิด” นั้นมันก็ไม่ใช่การเริ่มใหม่ เพราะไม่นานมันก็ต้องแย่เหมือนเดิม เพราะลึก ๆ เขาก็เป็นแบบนั้น เราก็ยังคงเป็นแบบนี้…

การพร้อมนับ 1 ใหม่อาจเริ่มจาก “ไม่คาดหวัง (กับสิ่งเดิม)” กับแนวคิดเดิม วิธีการเดิม ผู้คนและสิ่งแวดล้อมเดิม เพื่อไปสู่เป้าหมายเดิม หรือเป้าหมายใหม่ก็ได้ เพราะปัญหาจุดแรกที่เรายังนับ 1 ไม่ได้ หรือทำใจในการนับ 1 ไม่ได้เพราะเรายังคาดหวัง ยังจดจำ หรือพร้อมเพียงแต่จะเดินไปในเส้นทางเดิมที่มันไม่เคยดี

อีกสิ่งหากคิดให้ดีเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วก็ตาม เหมือนโทรศัพท์มือถือ กับคอมพิวเตอร์ หากเรามี Back up (แบคอัพ-สำรองข้อมูล) ไว้พร้อม มันจะพังเมื่อไหร่ เสียเมื่อไหร่ หายเมื่อไหร่ อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มอะไรใหม่หมด เพียงแต่ว่าในชีวิตเราอะไรที่ต้อง Back up บ้าง แต่ละคนก็อาจต่างกันไป สำคัญแค่เคยสำรองไว้หรือเปล่า? สิ่งสำคัญคือต้องมีหัวใจที่เข้มแข็งและเข้าใจว่า ชีวิตควรจะพร้อมนับ 1 ใหม่ได้เสมอ

บางครั้งชีวิตคนเราก็ต้องมีพลั้งพลาดกันบ้าง เราเชื่อว่าไม่มีใครคนไหนที่ไม่เคยทำผิดพลาด แต่เมื่อเราทำผิดพลาดไปแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาและทำให้มันดีขึ้นได้แค่ไหน

ประโยคที่ว่า “ชีวิต ไม่มีอะไรที่แน่นอน” แม้มันจริงแต่ก็ฟังดูง่ายเกินไป ซึ่งหากเราลองพิจารณาเราจะพบว่าไม่มีใครอยู่ได้โดยลำพัง หรือโดยไม่พึ่งพาใครเลย มันจึงเป็นเหตุว่า แม้เราจะ “มั่นคงต่อตนเอง” เพียงใดก็ไม่อาจคาดหวังหรือบังคับให้คนอื่น สิ่งอื่น มั่นคงไปพร้อมกับเราได้ เราแพ้ได้ เราท้อได้ แต่เราต้องใช้ชีวิตต่อด้วยสติ ชีวิตของเรานั้นแสนสั้นเกินกว่าจะคิดลบกับมันจงใช้ชีวิต แม้จะเจอทั้งเรื่องดีหรือไม่ดีคิดว่ามันคือรสชาติของชีวิตซึ่งทุกคนต้องพบเจออยู่แล้ว

อย่ากลัวการเริ่มใหม่ ที่ต้องถอยหลัง

หากมองย้อนไปเราก็คงมีประสบการณ์ “เริ่มใหม่” กับอะไรกันมาบ้าง เช่น เข้าโรงเรียนใหม่ ที่ทำงานใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ เพียงแต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ทำคุณเดือดร้อนใจเท่าการที่อะไร “พังลงไป” แล้วต้องเริ่มใหม่ เราอาจไม่อยากยอมรับ และยากทำใจ หากในตอนนี้หรือตอนที่เรามีสติเราจะพบว่า เราอาจแค่กำลังผิดหวัง เสียใจเลยยังไม่คิดเริ่มใหม่ และจมอยู่กับความเศร้าตรงนั้น เหมือนทุกอย่างเป็นศูนย์ ถดถอย หรือถอยหลัง

มองมุมหนึ่งแล้วที่จริงการเริ่มใหม่ ไม่ใช่เป็นการถอยหลังแม้มันจะคล้ายกันก็ตาม เปรียบเปรยเหมือนการที่เราเดินทางเข้าไปเจอซอยตัน เราก็ต้องถอยหลัง แต่ใช่ว่าเราจะไม่ไปต่อ เราถอยเพื่อไปจุดที่ต้องเริ่มใหม่ เลี้ยวใหม่ไปอีกทาง แต่ไม่ใช่ถอยไปกลับสู่จุดเริ่มต้น หรือย้อนไปมากกว่านั้น

อยากเริ่มใหม่ แต่ทำไม่ได้

ถ้ามีความสุขดี เราคงไม่อยากเริ่มใหม่ มันคงเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็คิดเช่นนี้ แต่มีหลายคนอยู่ในภาวะที่อยากเริ่มใหม่แต่ทำไมได้ เหตุผลหนึ่งเพราะไม่เคยเตรียมใจไว้ หรือเตรียมพร้อมว่าต้องเริ่มใหม่  เราจึงสร้างพันธะ หรือความผูกพันธ์บางสิ่งบางอย่างเอาไว้เหนียวแน่น จนถอยไม่ได้ แยกไม่ได้ และออกจากจุดนั้นไปง่าย ๆ ไม่ได้

บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เราประเมินเกินจริง กล่าวคือ ที่จริงหากเราจะเริ่มใหม่ก็ทำได้ แค่คิดกังวล กลัวมากไปเอง แต่บางเรื่องก็ยากลำบากจริง ๆ ในการที่จะไปเริ่มใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ ชีวิต ความรัก ความสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตาม ที่บทความนี้เพียงสะท้อนให้เห็นว่า การพร้อมที่จะเริ่มนับ 1 ใหม่ อาจต้องเคยคิด และเคยวางแผนไว้แต่ต้นบ้างว่า เราควรพร้อมเสมอ

ต้องพร้อมนับ 1 ใหม่

การนับ 1 ใหม่ หรือเริ่มต้นใหม่ของหลายคนอาจเกิดจากความจำเป็น เช่น ทุกอย่างถูกทำลายลงไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้นอกจากเริ่มใหม่ แต่ในด้านหนึ่งไม่มีวันที่มันจะไม่เหลืออะไรเลย อย่างน้อยก็ความรู้ ประสบการณ์ และในทางตรงกันข้าม หากคิดว่าพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ในบางอย่าง ก็มิใช่ว่าต้องทำลายสิ่งที่มี หรือทิ้งทุกอย่างก่อน ไม่ให้เหลืออะไร เช่นกัน

ตัวอย่าง เช่น การเริ่มธุรกิจใหม่ หลายคนอาจเลือก เซ้งร้านเดิมทำร้านใหม่ หรือเลิกธุรกิจเดิม ไปทำธุรกิจอื่น แต่ในมุมหนึ่งเราอาจเริ่มธุรกิจใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งธุรกิจเดิมก็ได้ เช่น ร้านข้าวมันไก่ เหมือนเดิม… แต่ชื่อร้านใหม่ สูตรใหม่ การจัดการใหม่ การตกแต่งใหม่ ปรับปรุงจากสิ่งที่เคยเรียนรู้มา เพราะมันก็ดีกว่าย่ำกับที่ หรือต้องถอยหลังไปคิดว่า ขายอะไรดี? และต้องดูให้ดีว่านี่คือการเริ่มใหม่บนสิ่งแวดล้อมใหม่หมด ไม่ใช่แค่ปรับปรุงหรือที่ได้บอกไปว่าเพียง Restart ที่ผลลัพธ์ก็อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก

หรือในชีวิตความสัมพันธ์ เราอาจอภัยแฟน แบบหมดใจ ไม่ว่าเขาจะผิดอะไรมา บนความเข้าใจใหม่ และเรียนรู้ว่า แฟนคนนี้ที่จริงนิสัยอย่างไร หรือปัจจุบันเขาเป็นอย่างไร ไม่ใช่คนที่เราเคยคบ เคยรู้จัก และบางทีเราก็แค่ไม่เคยรู้จักเขาดีพอ แต่ถ้าเพียงอภัยได้แต่ไม่ลืม หรือยังคาดหวังให้เขาเป็นแบบที่เรา “เคยคิด” นั้นมันก็ไม่ใช่การเริ่มใหม่ เพราะไม่นานมันก็ต้องแย่เหมือนเดิม เพราะลึก ๆ เขาก็เป็นแบบนั้น เราก็ยังคงเป็นแบบนี้…

การพร้อมนับ 1 ใหม่อาจเริ่มจาก “ไม่คาดหวัง (กับสิ่งเดิม)” กับแนวคิดเดิม วิธีการเดิม ผู้คนและสิ่งแวดล้อมเดิม เพื่อไปสู่เป้าหมายเดิม หรือเป้าหมายใหม่ก็ได้ เพราะปัญหาจุดแรกที่เรายังนับ 1 ไม่ได้ หรือทำใจในการนับ 1 ไม่ได้เพราะเรายังคาดหวัง ยังจดจำ หรือพร้อมเพียงแต่จะเดินไปในเส้นทางเดิมที่มันไม่เคยดี

อีกสิ่งหากคิดให้ดีเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วก็ตาม เหมือนโทรศัพท์มือถือ กับคอมพิวเตอร์ หากเรามี Back up (แบคอัพ-สำรองข้อมูล) ไว้พร้อม มันจะพังเมื่อไหร่ เสียเมื่อไหร่ หายเมื่อไหร่ อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มอะไรใหม่หมด เพียงแต่ว่าในชีวิตเราอะไรที่ต้อง Back up บ้าง แต่ละคนก็อาจต่างกันไป สำคัญแค่เคยสำรองไว้หรือเปล่า? สิ่งสำคัญคือต้องมีหัวใจที่เข้มแข็งและเข้าใจว่า ชีวิตควรจะพร้อมนับ 1 ใหม่ได้เสมอ