บทความทั่วไป

โรคเสพติดการช้อปปิ้ง เสี่ยงทำให้เป็นผู้ป่วยทางจิต

สมัยนี้การชอปปิ้งเป็นเรื่องง่าย เราสามารถช้อปปิ้งได้เพียงแค่คลิกเดียว ความสะดวกสบายคือสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า พฤติกรรมเช่นนี้นำมาสู่การก่อให้เกิดโรคที่เสี่ยงต่อการทำให้เป็นผู้ป่วยทางจิตได้เช่นกัน ซึ่งวันนี้เราขอชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับโรคชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Shopaholic ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการเสพติดการช้อปปิ้งนั่นเอง โรคนี้มีสาเหตุ อาการ และส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างไรบ้างนั้น ไปดูกัน

Shopaholic คืออะไร

Shopaholic คือโรคทางจิตที่ใช้เรียกบุคคลที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินในการซื้อของจนทำให้เกิดปัญหาตามมา ซึ่งบุคคลในกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ จะรู้สึกดีมากทุกครั้งที่ได้จับจ่ายซื้อของ และการจับจ่ายซื้อของในแต่ละครั้งไม่ได้คำนึงถึงความจำเป็นแต่อย่างใด รวมทั้งมีอารมณ์ความรู้สึกอ่อนไหวและมักหมกมุ่นกับการช้อปปิ้ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นสินค้าลดราคา บุคคลกลุ่มนี้จะสนใจมากๆ จนบางรายได้รับผลกระทบถึงขั้นเป็นหนี้สินและเกิดปัญหาครอบครัวตามมาอีกด้วย

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค Shopaholic

ในส่วนของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค Shopaholic นั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งสาเหตุนั้นจะมาทั้งจากตัวบุคคลเอง รวมทั้งจากสิ่งเร้าภายนอก สามารถสรุปสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค Shopaholic ได้ดังนี้

1.เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เนื่องจากมีความวิตกกังวล และเกิดภาวะเครียด จนต้องหาทางระบายอารมณ์ และมักจะใช้วิธีการช้อปปิ้งเพื่อคลายเครียด

2.เกิดจากความสะดวกสบาย เนื่องจากมีแอปพลิเคชั่นสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้เลือกใช้มากมาย จึงส่งผลให้เกิดการช้อปปิ้งบ่อยๆ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสพติดได้

3.ไม่ภูมิใจในตัวเอง จนต้องพยายามสร้างตัวตนเพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือการเข้าสังคม เช่น การแต่งตัว จึงทำให้เกิดพฤติกรรมช้อปปิ้งบ่อยๆ เพื่อสร้างตัวตนของตัวเองให้ดูดี หวังให้ได้รับการยอมรับจากสังคม

4.เสพสื่อโฆษณามากเกินไป รวมทั้งเห็นการรีวิวสินค้าผ่านทางสื่อออนไลน์เป็นประจำจนทำให้เกิดความอยากได้ และเกิดพฤติกรรมการช้อปปิ้งในที่สุด

อาการของโรค Shopaholic

หากสาวๆ สงสัยว่าพฤติกรรมการช้อปปิ้งของตัวเอง จะส่งผลทำให้เป็นโรค Shopaholic หรือไม่นั้น สามารถสังเกตอาการต่างๆ ได้ดังนี้

1.ซื้อของทุกวันหรือทุกสัปดาห์

2.รู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขมากๆ หลังจากได้ช้อปปิ้ง

3.มีนิสัยใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงิน และเปิดใบใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่ชำระหนี้บัตรใบเก่า

4.ซื้อของโดยที่ไม่คำนึงถึงความจำเป็น จนทำให้ของที่ซื้อมาไม่ถูกนำมาใช้

5.มีพฤติกรรมโกหกหรือขโมยเพื่อให้ได้ช้อปปิ้ง

6.บางครั้งอาจจะรู้สึกผิดหลังช้อปปิ้ง แต่ก็ยังคงทำต่อไป เนื่องจากไม่สามารถควบคุมและยับยั้งพฤติกรรมการช้อปปิ้งได้

ผลกระทบจากโรค Shopaholic

เมื่อเป็นโรค Shopaholic ผลกระทบที่จะตามมานั้นไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบอื่นๆ อีกมากมายดังนี้

1.เกิดการสร้างหนี้สินจนเกินความสามารถในการรับผิดชอบ

2.เกิดปัญหาในด้านความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

3.เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้จิตเสื่อม เนื่องจากมีภาวะเครียดจากการมีหนี้สินมากมาย

จะเห็นได้ว่าโรค Shopaholic นั้นเป็นโรคที่สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้เสมอ ดังนั้นหากรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีพฤติกรรมของโรคชนิดนี้ แนะนำให้รีบแก้นิสัยตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น คำนึงถึงความจำเป็นก่อนตัดสินใจซื้อ พยายามทำรายรับรายจ่ายเพื่อให้เห็นพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง รวมทั้งรู้จักควบคุมหรือจัดการอารมณ์ในการช้อปปิ้งของตัวเองให้ดี

 

บทความทั่วไป

ทำไมต้องแปรงลิ้นหลังแปรงฟัน

การแปรงลิ้น ถือเป็นการทำความสะอาดภายในช่องปาก เพราะลักษณะลิ้นของคนเรานั้นจะมีปุ่มรับรสเล็กๆ อยู่มากมาย ปุ่มเหล่านี้จะสัมผัสกับอาหารที่เรากินเข้าไปตลอดเวลา จนทำให้อาจจะมีเศษอาหารติดอยู่ตามปุ่มลิ้นเหล่านี้ ทำให้บางครั้ง ถึงเราจะรู้สึกว่าแปรงฟันสะอาดแล้ว ใช้ไหมขัดฟันก็แล้ว แต่ยังมีกลิ่นปากอยู่ นั่นก็เพราะว่ามาจากคราบอาหารที่ติดอยู่ตามปุ่มลิ้นแล้วทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียในช่องปากนั่นเอง

ทำไมต้องแปรงลิ้น?

ปากของเรานั้นเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุดของแบคทีเรีย ความจริงที่เราไม่รู้ก็คือ ในปากเรานั้นมีแบคทีเรียหลายพันล้านชนิดอาศัยอยู่ เนื่องจากมันมืด ชื้น และมีเศษอาหารตกค้างให้แบคทีเรียกิน แม้ว่าแบคทีเรียบางชนิดจะมีประโยชน์ก็ตาม แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ก่อให้เกิดปัญหาในช่องปากตามมา โดยเฉพาะปัญหากลิ่นปาก เพราะแบคทีเรียบางชนิดจะทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโนจากเศษอาหาร จากนั้นจะสร้างสารประกอบกำมะถันที่ส่งกลิ่นเหม็นออกมา

การแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่อาจกำจัดแบคทีเรียในช่องปากได้สะอาดนัก เนื่องจากแบคทีเรียในช่องปากฝังอยู่บนผิวลิ้นมากกว่าบนฟัน เพราะผิวลิ้นจะมีลักษณะขรุขระ มีรอยแยกและรอยแตกมากมาย เหมาะแก่การซ่อนตัวเพื่อเจริญเติบโต การแปรงหรือขูดลิ้นจะช่วยขจัดแบคทีเรียเหล่านี้ออกไปได้

หลายคนเลี่ยงไปใช้วิธีการบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากแทน แต่น้ำยาบ้วนปากไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนลิ้นได้ เพราะแบคทีเรียที่รวมตัวกันจำนวนมากจะเคลือบผิวลิ้นเป็นฟิล์มบางๆ การบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก อาจทำลายชั้นฟิล์มที่เคลือบอยู่บนลิ้นได้ แต่ทำลายเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ ทำให้แบคทีเรียยังคงเจริญเติบโตต่อไป

ดังนั้น การแปรงลิ้นนอกจากจะทำให้ช่องปากของเราสะอาดแล้ว ยังช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย และช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่นขึ้นได้อีกด้วย

ประโยชน์ของการแปรงลิ้น

ประโยชน์ของการแปรงลิ้นต่อสุขภาพของช่องปาก มีดังนี้

  • ลมหายใจดีขึ้น แบคทีเรียที่ไม่ดีเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของกลิ่นปาก จากการทำปฏิกิริยากับเศษอาหารที่หลงเหลืออยู่ และหมักหมมอยู่เป็นเวลานาน การขูดหรือแปรงลิ้นจะช่วยขจัดชั้นของแบคทีเรียที่หมักหมมอยู่นี้ออกไป ทำให้ลมหายใจสะอาดขึ้น
  • การรับรสชาติของอาหารดีขึ้น เนื่องจากต่อมรับรสบนผิวลิ้นถูกแบคทีเรียสร้างชั้นฟิล์มบางๆ เคลือบไว้ ทำให้รับรสชาติได้ไม่ดีเท่าที่ควร การทำความสะอาดลิ้นจึงช่วยให้เราได้สัมผัสกับรสชาติอาหารมากขึ้น
  • ดีต่อสุขภาพฟัน แบคทีเรียที่ไม่ดี เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันผุและโรคเหงือกได้ อย่าลืมว่าลิ้นเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ในช่องปาก จึงเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียจำนวนมาก
  • ดีต่อสุขภาพในช่องปาก การแปรงลิ้นช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเชื้อราในช่องปาก หรืออาการลิ้นเป็นฝ้า ที่เกิดจากการสะสมของแบคทีเรียปริมาณมาก แล้วเกิดรอยสีขาวบนลิ้น ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งรุนแรงกว่าโรคเหงือกอักเสบ (โรคที่เกิดการอักเสบของอวัยวะที่อยู่รอบๆ ฟัน เช่น เหงือก เคลือบรากฟัน กระดูกเบ้าฟัน) ซึ่งอาจทำให้อวัยวะเหล่านี้ถูกทำลายไปอย่างช้าๆ จนอาจสูญเสียฟันได้
  • เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย เนื่องจากลิ้นเป็นส่วนหนึ่งที่รับเอาสารพิษต่างๆ ที่เข้าสู่ช่องปาก การขูดหรือแปรงลิ้นจะป้องกันไม่ให้สารพิษถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

วิธีการแปรงลิ้น

คนส่วนใหญ่เลี่ยงที่จะแปรงลิ้นหลังการแปรงฟัน ก็เพราะว่ามันทำให้เกิดอาการอยากอาเจียน หรือรู้สึกพะอืดพะอม แล้วหันไปใช้น้ำยาบ้วนปากแทน แต่การใช้น้ำยาบ้วนปากไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียบนลิ้นได้ การแปรงลิ้นจึงจำเป็นต่อสุขภาพของช่องปาก แม้จะทำได้ยาก แต่ก็ควรพยายามทำ โดยทำความสะอาดลิ้นนั้น เราสามารถใช้แปรงสีฟัน หรือใช้ที่ขูดลิ้น แปรงเบาๆ ให้ทั่วลิ้น เพื่อกำจัดคราบต่างๆ ที่ตกค้างอยู่บนลิ้นออกไป

วิธีการแปรงลิ้นที่คอลเกตแนะนำ ให้เริ่มต้นที่ลิ้นด้านหลัง (ค่อนไปทางโคนลิ้น) เนื่องจากแบคทีเรียในช่องปากส่วนใหญ่จะสะสมอยู่บนผิวลิ้นด้านหลัง ซึ่งทำให้มีกลิ่นปากได้ ให้แปรงเบาๆ ด้วยน้ำสะอาด หรืออาจใช้ที่ขูดลิ้นที่มีขายทั่วไปก็ได้ เพราะส่วนใหญ่มักทำจากพลาสติกที่อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น การใช้ที่ขูดลิ้นขูดเบาๆ บนลิ้น จะช่วยลอกแผ่นฟิล์มบางๆ ที่เคลือบอยู่บนผิวลิ้นออก แต่อย่าขูดแรงเกินไป อาจทำให้ผิวลิ้นแตกและเลือดออก

แต่วิธีแปรงลิ้นจากโคนลิ้นมายังปลายลิ้น อาจทำให้เกิดอาการอยากอาเจียน ถ้าอย่างนั้นลองแปรงลิ้นจากซ้ายไปขวาแล้วไล่ลงมาจนถึงปลายลิ้น น่าจะง่ายและรู้สึกดีกว่า

 

บทความทั่วไป

อันตรายจากการเล่นเซิร์ฟสเก็ต

เซิร์ฟสเก็ต (Surf Skate) กีฬาและกิจกรรมสุดฮิตในปัจจุบัน ที่ได้ทั้งออกกำลังกาย ได้ทั้งความสนุกและความเท่ไปพร้อมๆ กัน แต่ควรมีวิธีการเล่นที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของตัวเราและคนอื่น หากเล่นสนุกมากเกินไปแต่ไม่เตรียมความพร้อมร่างกายและอุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บถึงกับต้องมาโรงพยาบาลได้

เซิร์ฟสเก็ต (Surf Skate) คืออะไร?

นพ.ภคภณ อิสรไกรศีล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์เฉพาะทางด้านผ่าตัดผ่านกล้องข้อเข่าและข้อไหล่ แพทย์เวชศาสตร์การกีฬา สถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกาย (BASEM) รพ.กรุงเทพ หรือ FIFA MEDICAL CENTRE OF EXCELLENCE ศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ กล่าวว่า เซิร์ฟสเก็ต (Surf Skate) เป็นกีฬาบนแผ่นกระดานที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างสเก็ตบอร์ดกับกีฬาเซิร์ฟ เคลื่อนที่โดยใช้การบิดตัว ใช้แขนและสะโพกเหวี่ยงในการเดินหน้า และเปลี่ยนทิศทาง

อันตรายที่เกิดขึ้นได้จากการเล่น เซิร์ฟสเก็ต

กีฬาชนิดนี้สามารถเกิดการบาดเจ็บได้สองแบบหลักๆ คือ

  1. อันตรายจากการเล่น เนื่องจากการเล่นเซิร์ฟสเก็ตต้องใช้การทรงตัว การบิดตัว และเหวี่ยงสะโพกในการเล่นอยู่ตลอดเวลา สำหรับผู้เล่นมือใหม่ อาจเกิดการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อและข้อต่างๆ ได้ รวมถึง อาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อยต้นขา รวมทั้งข้อเข่า และข้อเท้า
  2. อันตรายจากอุบัติเหตุ ซึ่งมักเกิดจากการเสียการทรงตัว ล้ม กระแทก สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ตั้งแต่ อาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ แผลถลอก หรือรุนแรงถึงขั้นเอ็นฉีกขาด กระดูกหัก อาจรุนแรงจนถึงขั้นผ่าตัดได้เลยทีเดียว หรืออาจล้มหัวกระแทกสมองกระทบกระเทือนได้เช่นกัน

สาเหตุการบาดเจ็บในการเล่นเซิร์ฟสเก็ต สรุปได้ดังนี้

  • มือใหม่ ยังขาดความคุ้นเคยและความเข้าใจในการเล่น ทำให้การทรงตัว การบังคับแผ่นกระดานสเก็ตไม่ราบรื่น
  • บางคนร่างกายขาดความพร้อม ขาดความยืดหยุ่น ความแข็งแรงและความคล่องตัว
  • สถานที่เล่นไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ขรุขระ มีทราย น้ำขัง ทางลาดชันมาก หรือมีผู้คนพลุกพล่าน โดยเฉพาะหากเลือกเล่นบริเวณใกล้ถนน มีรถวิ่งไปมา อาจจะทำให้เกิดอันตรายรุนแรงถึงชีวิตทั้งแก่ผู้เล่นและผู้สัญจร
  • อุปกรณ์ไม่พร้อม ไม่เหมาะสม เนื่องด้วยชนิดของแผ่นกระดาน ฐานล้อและล้อ มีหลากหลายรูปแบบ หากคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะทำให้การเล่นติดขัดเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ หรือไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกันที่จะช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ เช่น หมวกกันกระแทก สนับศอก สนับข้อมือ สนับเข่า เป็นต้น
  • มั่นใจในตัวเองมากไป เมื่อผู้เล่นมีความเชี่ยวชาญขึ้นในระดับหนึ่ง ก็มักต้องการเล่นท่าทางที่ผาดโผนมากขึ้น หรืออยากจะลองเล่นในพื้นที่ลาดเอียงที่ท้าทายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้

อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างเล่นเซิร์ฟสเก็ต

อาการบาดเจ็บรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้จากกีฬาชนิดนี้ ได้แก่

  1. บาดเจ็บศีรษะ เช่น ศีรษะแตก กะโหลกร้าว สมองกระทบกระเทือน หรือมีเลือดออกในสมอง
  2. กระดูกหัก เช่น ข้อมือหัก ข้อศอกหัก กระดูกหัวไหล่หัก ไหปลาร้าหัก ข้อสะโพกหัก ลูกสะบ้าแตก และข้อเท้าหัก
  3. ข้อเคลื่อนหลุด เช่น ข้อไหล่หลุด ข้อศอกหลุด ลูกสะบ้าเคลื่อนหลุดบริเวณเข่า
  4. เอ็นฉีกขาด เช่น เอ็นหัวไหล่ เอ็นข้อศอก เอ็นเข่าหรือเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด เป็นต้น

วิธีปฐมพยาบาล เมื่อบาดเจ็บจากการเล่นเซิร์ฟสเก็ต

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อได้รับบาดเจ็บจากกีฬาเซิร์ฟสเก็ต สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยใช้หลัก P.R.I.C.E. คือ

  1. Protect คือการป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บมากขึ้น การใช้ที่คล้องแขน การดามบริเวณที่บาดเจ็บ หรือการใช้ไม้ค้ำยันช่วยเดิน
  2. Rest คือการพักการเล่น และการใช้งาน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู ซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ
  3. Ice คือการประคบเย็น สามารถประคบเย็นบริเวณที่ปวดบวม หรือฟกช้ำ ครั้งละ 15-20 นาที ทำได้บ่อยตามต้องการ
  4. Compression คือการใช้ผ้ายืดพันรอบบริเวณที่บาดเจ็บ เพื่อลดการบวม และลดการเคลื่อนไหว
  5. Elevation คือการยกสูง ทำโดยยกบริเวณที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวม

อาการบาดเจ็บจากเซิร์ฟสเก็ต ที่ควรต้องมาพบแพทย์

  1. ศีรษะกระแทก มีอาการมึนงง จำเหตุการณ์ไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน
  2. มีอาการปวด บวม ผิดรูปของกระดูกและข้อ อาจมีภาวะข้อเคลื่อนหลุด หรือกระดูกหัก
  3. มีอาการปวดต่อเนื่องระหว่างการเล่น หลังการเล่น พักแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  4. เกิดอาการข้อไม่มั่นคง หลวม หรือเปลี่ยนทิศทางเดินแล้วเข่าทรุด อาจเป็นอาการของภาวะเอ็นฉีกขาด เช่น เอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาดได้

คำแนะนำในการเตรียมพร้อมเล่นเซิร์ฟสเก็ต

  1. เลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ และอยู่ในสภาพที่ดี ใช้งานได้ตามปกติ
  2. สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อค สนับข้อมือ สนับศอก และสนับเข่า ช่วยลดความรุนแรงการบาดเจ็บได้
  3. ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่แนะนำให้เล่น และเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ควรมีผู้ดูแลควบคุมที่มีประสบการณ์
  4. ในผู้สูงอายุ ควรต้องระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากอาจมีภาวะกระดูกบาง หรือกระดูกพรุนร่วมด้วย หากเกิดอุบัติเหตุล้ม จะมีความรุนแรงเกิดกระดูกหักได้ โดยเฉพาะข้อมือ ข้อสะโพก และกระดูกสันหลัง
  5. เลือกสถานที่ให้เหมาะสมและปลอดภัยต่อการเล่น เช่น Skate Park หลีกเลี่ยงการเล่นบริเวณใกล้ถนน
  6. เตรียมร่างกายก่อนเล่นด้วยการวอร์มอัพ ยืดเหยียด เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความพร้อมของข้อต่อและกล้ามเนื้อ
  7. บริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้งานหลักๆ ในการเล่นเซิร์ฟสเก็ต เช่น กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อต้นขาและน่อง อาจใช้การบริหารในท่า Plank หรือ Squat
  8. ควรศึกษาและฝึกซ้อมเทคนิคการเล่นในระดับพื้นฐานก่อน เรียนรู้การทรงตัว การเคลื่อนที่ และฝึกการล้มอย่างถูกวิธีเพื่อประเมินตนเอง
  9. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เนื่องจากหากเล่นเซิร์ฟสเก็ต เป็นเวลานานกลางแดดร้อน อาจจะเกิดภาวะขาดน้ำและเกิดอันตรายจากความร้อนได้

กีฬาเซิร์ฟสเก็ต แม้จะดูมีความอันตรายอยู่พอสมควร แต่หากผู้เล่นเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี ไม่เล่นเสี่ยงจนเกินสมรรถภาพร่างกาย ก็นับเป็นกีฬาที่มอบความสนุกและเสริมสร้างสุขภาพร่างกายได้เป็นอย่างดีในทุกเพศทุกวัย

 

สุขภาพ

วิธีดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศร้อน

สภาพอากาศของของประเทศไทยนั้น ร้อนปรอทแตกทำให้อาจจะเกิดอันตรายต่อร่างกายของเราได้  ซึ่งการที่เราต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงแบบนี้ ก็ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ด้วยเหตุนี้เราจึงมีวิธีดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อนมาฝากทุกคนกันค่ะ

ดื่มน้ำเปล่าเพื่อดับกระหาย

ช่วงอากาศร้อนระอุ สิ่งที่สามารถดับกระหายได้ดีที่สุดคือ น้ำเปล่า ซึ่งหาดื่มได้ง่ายและเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ สำหรับการดื่มน้ำในช่วงหน้าร้อนนั้น ไม่ควรดื่มทีละมากๆ แต่ให้จิบไปเรื่อยๆ ระหว่างวัน ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกิจกรรมในวันนั้นๆ และไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด เพราะน้ำเย็นปริมาณมากจะไปเจือจางน้ำย่อย ส่งผลให้เลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารทำการย่อยได้น้อยลง และก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบได้ง่าย นอกจากนั้นน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ก็มีส่วนทำให้เกิดท้องร่วงท้องเสียอีกด้วย

หาผลไม้กินแก้ร้อน

กินผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น ขับร้อน และเพิ่มน้ำในร่างกาย เช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้ช่วยดับกระหายและทำให้สดชื่นได้ แถมยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่แนะนำว่าผลไม้ไม่ควรแช่เย็นจัด หรือกินในตอนกลางคืน รวมถึงกินในขณะที่ท้องว่างและเวลาหิวจัด

หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และทาครีมกันแดดป้องกันผิว

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระวังในช่วงฤดูร้อนก็คือรังสียูวี เพราะความเข้มข้นของรังสียูวีในประเทศไทย ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม นับว่าร้อนมาก ฉะนั้นควรงดทำงานหนักกลางแจ้ง และเลี่ยงที่ต้องเจอกับแดดจัด เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น อาจมีผลทำให้เป็นลมแดดและถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีด้วย

หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เสี่ยง ทำให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสีย

หน้าร้อนอาหารจะบูดเสียง่าย เนื่องจากเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้น ดังนั้นจึงควรจะระมัดระวังเรื่องการกิน เช่น กินอาหารที่ทำสุกใหม่ๆ ไม่กินอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทกะทิ ยำ ส้มตำ และของหมักดอง เพราะเสี่ยงทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้

เลือกใส่เสื้อผ้าที่ดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี

แน่นอนว่าในช่วงหน้าร้อนจะต้องใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมตามสภาพอากาศ ดังนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดีมาใส่ แต่ในผู้หญิงตั้งครรภ์การสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องมิดชิด และเพื่อป้องกันการกระทบความเย็น จึงควรหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมใส่โดยตรง ขณะเดียวกันต้องป้องกันความร้อนอบอ้าวด้วย การระบายอากาศในห้องจึงต้องดี

อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ

โดยธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาวกลางคืนจะสั้น คนทั่วไปที่ไม่ได้นอนในห้องปรับอากาศ กว่าอากาศจะเย็นแล้วนอนหลับได้ก็มักจะดึกจึงเป็นสาเหตุทำให้ได้นอนน้อยกว่าปกติ ดังนั้นการได้พักผ่อนนอนหลับในช่วงกลางวันบ้าง ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานในที่ทำงาน คงจะนอนหลับกลางวันไม่สะดวก อาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตา สงบนิ่งๆ ในช่วงกลางวันก็ได้

 

บทความทั่วไป

ทำไมผมร่วงตอนสระผม

เคยสังเกตกันบ้างหรือเปล่า เวลาที่เราอาบน้ำสระผมมักจะมีผมหลุดร่วงมากเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับการหวีผม หรือการหลุดร่วงในระหว่างวัน บางคนอาจจะมีผมร่วงกองโตจนน่าตกใจ และไม่แน่ใจว่าควรต้องปรึกษาแพทย์หรือไม่่ วันนี้เราจะพาไปดูกัน

“วงจรชีวิต” ของเส้นผม

จากผลการวิจัยเกี่ยวกับเส้นผม เมื่อปี 2008 พบว่าผมของคนเราจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 0.35 มม./วัน และจะมีการหลุดร่วงประมาณ 100 เส้นในทุกวัน ซึ่งถือเป็นวงจรปกติของผม โดยวงจรชีวิตของผมแบ่งได้เป็น 3 ช่วง

  • อนาเจน (Anagen) – ระยะการเติบโตของเส้นผม ซึ่งคิดเป็น 85-90 เปอร์เซ็นต์ของวงจรทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 2-6 ปี ยิ่งอายุมากขึ้น ระยะการเติบโตของผมก็จะสั้นลง
  • แคทาเจน (Catagen) – ระยะที่เส้นผมเติบโตช้าลงและค่อยๆ หยุดการเติบโต โดยใช้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของวงจรทั้งหมด
  • เทโลเจน (Telogen) – ระยะที่เซลล์รากผมตายแล้ว และรอการหลุดร่วง พร้อมกันนี้ก็จะมีเส้นผมเกิดใหม่ที่กำลังเข้าสู่ระยะการเติบโตด้วย ก่อนจะดันเส้นผมที่ตายแล้วให้หลุดร่วงไป ซึ่งระยะนี้จะมีอายุไม่เกิน 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของวงจรชีวิต

การหลุดร่วงของเส้นผมจะอยู่ในวงจร “เทโลเจน” ดังนั้น หากการหลุดร่วงของผมมีความไม่สมดุล และมีผมเข้าสู่ระยะนี้มากขึ้น ก็จะมีผมร่วงมากขึ้น

ปัจจัยอื่นที่ทำให้ผมร่วงเยอะเวลาสระผม

ก่อนจะสูญเสียความมั่นใจจนต้องไปนับเส้นผมที่ร่วงอยูในห้องน้ำว่ามีมากผิดปกติหรือไม่ ให้ลองดูปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย เพราะหากเข้าข่ายดังต่อไปนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

  • เป็นคนผมหนา – หากใครเป็นคนที่ผมดกหรือผมหนา อาจจะพบว่ามีปริมาณผมร่วงมากกว่า 100 เส้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องด้วยคนผมหนาจะมีจำนวนเส้นผมโดยรวมมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว โอกาสที่ผมจะหลุดร่วงจึงมีสัดส่วนที่มากขึ้นตามไปด้วย
  • สระผมครั้งล่าสุดเมื่อไร? – เวลาที่เราสระผมด้วยแชมพู และครีมนวดผมนั้น จะเกิดการกระตุ้นหนังศีรษะ ทำให้เส้นผมที่อยู่ในระยะเทโลเจนได้รับการกระตุ้นไปด้วย และพร้อมจะหลุดร่วงออกมา ซึ่งมักจะเกิดขึ้นหลังจากสระผมไปแล้ว 2-3 วัน จึงอาจพบผมร่วงในปริมาณที่มากขึ้นได้
  • หวีผมครั้งล่าสุดเมื่อไร? –  กรณีของการหวีผมก็มีหลักการที่คล้ายคลึงกับการสระผม เพราะการที่แปรงสัมผัสกับหนังศีรษะ ก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นหนังศีรษะไปด้วย จึงจะสังเกตเห็นได้ว่าปริมาณผมที่ร่วง หรือผมที่ติดแปรงหวีผมออกมาจะเยอะเป็นพิเศษ

AdvertisementReplay Ad

เครียดก็ทำให้ผมร่วงได้!

การปล่อยให้ตนเองมีความเครียดเป็นสาเหตุอีกประการที่ทำให้ผมร่วงได้เช่นกัน ซึ่งจากผลวิจัยเมื่อปี 2017 พบว่า “ความเครียด” จะไปกระตุ้นให้ผมของเราเข้าสู่ระยะเทโลเจนได้มากขึ้น จึงพบว่ามีผมหลุดร่วงเยอะขึ้น เพราะผมอยู่ในระยะที่เซลล์รากผมตายไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นความเครียดที่เกิดกับร่างกาย เช่น เจ็บป่วย, น้ำหนักตัวลด หรือความเครียดที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก ก็ล้วนมีความเชื่อมโยงกับปริมาณเส้นผมที่หลุดร่วงได้

ดังนั้น วิธีที่จะช่วยลดการหลุดร่วงของผมได้ ก็คือการป้องกันตนเองไม่ให้เกิดความเครียด โดยอาจจะหาสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพก็ควรทำควบคู่กันไปด้วย ทั้งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ รวมถึงรับประทานอาหารที่มีอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน อาทิ วิตามินเอ วิตามินดี ธาตุเหล็ก ซิงก์ ซีลีเนียม เพื่อช่วยให้ผมมีสุขภาพดีขึ้น

เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์?

ถ้าไม่ได้รู้สึกว่าความเครียดทำให้เกิดผมร่วง ก็อาจจะเกิดจากความผิดปกติอย่างอื่นได้เช่นกัน ซึ่งโดยปกติแล้ว ผมจะไม่ร่วงเป็นหย่อมๆ แต่จะร่วงทั่วศีรษะ ดังนั้น หากเริ่มสังเกตว่าผมบางลงอย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ

หรือหากมีผมร่วงเป็นหย่อมๆ หรือร่วงหลายจุด แต่ไม่ทั่วศีรษะ ก็อาจเกิดจากโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Alopecia Areata ซึ่งเป็นภาวะแปรปรวนของภูมิคุ้มกันทางผิวหนังที่เกิดจากการเซลล์อักเสบอยู่ล้อมรอบบริเวณรากผม แต่ก็เป็นโรคที่สามารถรักษาได้ จึงควรพบแพทย์ เพื่อยับยั้งการทำลายรากผม

 

ความรัก

วิธีง้อแฟนให้กลับมาคืนดี

เรื่องทะเลาะกันคู่รักหรืองอนง้อกันบ้างตามประสาเป็นเรื่องปกติ แต่พอเกิดขึ้นจริงๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ง่ายขนาดนั้น แถมสร้างความไม่สบายใจให้ทั้งสองฝ่าย ยิ่งถ้าแฟนหนุ่มเป็นฝ่ายงอนด้วยละก็ บอกเลยว่าเรื่องใหญ่ของแท้ เพราะผู้หญิงส่วนมากจะชินกับการเป็นฝ่ายรอให้เขามาง้อ จนลืมไปเลยว่าผู้ชายก็อารมณ์เสียแล้วงอนเป็นเหมือนกันนะเออเราจะพาไปดูวิธีง้อแฟนให้กลับมาคืนดี

1.โทรศัพท์ไปหา

สำหรับบางคู่ การเผชิญหน้ากันตรงๆ ตอนที่รู้สึกผิดใจกัน จะทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่รู้จะทำตัวอย่าไร และอาจจะเผลอประชดจนทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ไปกว่าเดิม การส่งเสียงไปตามสายจึงจะช่วยให้พูดถึงสิ่งที่ค้างคากันอยู่ในใจได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่หากคุณผู้ชายไม่รับโทรศัพท์ ก็อย่าเพิ่งน้อยใจไปนะ เพราะเขาอาจติดธุระสำคัญอยู่ก็ได้ ที่สำคัญคือห้ามกระหน่ำโทรศัพท์เด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นทำให้อีกฝ่ายรำคาญเอาได้

  1. ส่งข้อความพร้อมเพลงน่ารักๆ

ถ้าแฟนหนุ่มยังอารมณ์ร้อนและคุณทั้งสองอยู่ไกลกัน แนะนำให้ส่งข้อความขอโทษไปหาแบบสั้น ๆ พร้อมบอกว่ารู้สึกผิดและเหงาขนาดไหนเมื่อไม่มีเขา แล้วอย่าลืมแนบเพลงง้อแฟนที่มีความหมายดีๆ ไปด้วย ยิ่งอัดเสียงร้องของตัวเองส่งไปยิ่งดี บอกเลยใครได้ฟังก็ต้องใจอ่อน ไม่ก็แอบอมยิ้มอยู่บ้างแหละ

  1. ไปเซอร์ไพรส์ที่บ้าน

ในกรณีที่คุณทะเลาะกับแฟนหนุ่มทางโทรศัพท์ ควรปล่อยให้สงบสติอารมณ์ลง ให้พื้นที่ส่วนตัวเขาสักนิด แล้วค่อยเลือกจังหวะเหมาะๆ ทำปฏิบัติการง้อด้วยการแต่งตัวสวย ไปหาเขาที่บ้าน แบบไม่ต้องบอกล่วงหน้า อาจเตรียมคำพูดหวานๆ หรือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปเซอร์ไพรส์เขาด้วย

  1. ทำอาหารมื้อพิเศษให้ด้วยตัวเอง

ลองใช้เสน่ห์ปลายจวักเตรียมมื้ออาหารที่มีแต่เมนูโปรดของคุณผู้ชายดู ไม่ว่าจะงอนหนักขนาดไหน แค่ได้เห็นอาหารที่ชอบวางอยู่เต็มโต๊ะ ก็ต้องรู้ทันทีว่าคุณตั้งใจทำเพื่อเขาแล้วยิ้มออกอย่างแน่นอน ส่วนใครไม่ถนัดเข้าครัวก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะเดี๋ยวนี้มีสูตรทำขนมง่ายๆ น่ารักๆ ไม่ง้อเตาอบ ให้ทำตามเพียบเลย

  1. ทำของแฮนด์เมดให้

การทำของขวัญด้วยตัวเองอย่างการเย็บปลอกหมอน พับกระดาษเป็นรูปหัวใจใส่ขวดโหล ทำอัลบั้มรูปคู่ หรือใช้โปรแกรมในโทรศัพท์ตัดต่อคลิปวิดีโอ ก็เป็นวิธีที่แสดงออกถึงความพยายาม ความตั้งใจ และความรู้สึกผิดของคุณได้อย่างดี แถมยังทำให้ดูเป็นผู้หญิงละเอียดอ่อนที่ใส่ใจในตัวเขาอีกด้วย เจอไม้นี้เข้าไปใครไม่หายงอน ก็ใจแข็งเกินไปแล้ว

  1. เปย์ของโปรดให้สักชิ้น

หากคุณไม่มีเวลานั่งประดิดประดอยของด้วยตัวเอง คว้าไม้ตายของผู้หญิงสายเปย์ ซื้อของขวัญชิ้นโปรดของคุณผู้ชายอย่างพวกเกมคอมพิวเตอร์ แก็ดเจ็ตออกใหม่ล่าสุด หรือไม่ก็เสื้อเชิ้ตเท่ๆ สักตัว นาฬิกาสวยๆ สักเรือนไปง้อ ก็เป็นไอเดียที่รวดเร็วทันใจ และทำให้คุณผู้ชายยิ้มแป้นได้ง่ายๆ เหมือนกัน

  1. ชวนไปรำลึกความหลัง

ใครที่โดนแฟนหนุ่มงอน แต่ยังใช้ชีวิตอยู่ข้างกันเป็นปกติ แค่อาจจะเหงาหงอย หรือบรรยากาศแปลกๆ หน่อย ลองชวนเขาไปยังสถานที่เดตครั้งแรก เพื่อย้อนกลับไปคิดถึงช่วงเวลาตอนที่พวกคุณจีบกันใหม่ ๆ วิธีนี้ นอกจากจะทำให้ยิ้มไปกับความทรงจำดีๆ แล้ว ยังช่วยทำให้คุณสองคนนึกขึ้นได้ว่า กว่าจะได้มารักกันมันไม่ใช่เรื่องง่าย อย่ามัวแต่ทะเลาะกันแบบนี้เลย

  1. ขอโทษอย่างจริงใจและปรับความเข้าใจกัน

ทางแก้ไขที่ดีที่สุดเมื่อผิดใจกันก็คือ การขอโทษ อย่างจริงใจ รับทราบถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง และสำนึกผิดจริงๆ หลังจากขอโทษแล้ว ก็ควรเคลียร์กันให้ชัดเจนไปเลยว่าเหตุผลและความรู้สึกของแต่ละคนคืออะไร จะได้รู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไร ให้แฮปปี้ทั้งสองฝ่าย และไม่เกิดเรื่องผิดใจเดิม ๆ ซ้ำอีก แต่ก่อนทำตามวิธีนี้ ต้องมั่นใจว่าทั้งคุณและเขาลดทิฐิของตัวเองลง พร้อมรับฟังกันและกันอย่างใจเย็น จะได้ไม่เกิดการประชดประชัน หรือถกเถียงจนทะเลาะกันใหญ่โตไปอีก

  1. สวมกอดให้แน่นที่สุด

บางครั้งภาษากายก็บอกความรู้สึกได้ดีกว่าคำพูด รวบรวมความกล้าแล้วเดินเข้าไปกอดแฟนหนุ่มของคุณให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบอกว่าคุณรักเขามากจนไม่อยากเสียเขาไป พร้อมสัญญาว่าจะไม่ทำให้รู้สึกแย่อีก เจอมุกอ้อนแบบนี้เข้าไป ถ้าเขายังรักและแคร์อยู่เหมือนเดิม ยังไงก็กอดตอบและให้อภัยคุณแน่นอน คอนเฟิร์มเลย

  1. เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เขาเห็น

ลองนึกดูว่าสิ่งที่เขาเคยบ่นคุณมีอะไรบ้าง แล้วลองเปลี่ยนแปลงในจุดนั้นดู เช่น เรื่องแต่งตัวโป๊ ก็เปลี่ยนมาใส่ชุดที่ดูน่ารักและเรียบร้อยขึ้น หรือถ้าคุณเคยเกี่ยงกันทำงานบ้าน ก็ลองลุกขึ้นมาล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน เป็นการเอาใจเขาบ้าง ฟังแล้วอาจเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็อาจทำให้แฟนหนุ่มเอ็นดูคุณได้ไม่น้อย

เพราะความรักต้องอาศัยความเข้าใจและการให้อภัยต่อกัน เมื่อคุณได้รับโอกาสแล้ว ก็สามารถนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ตามนิสัยของแฟนหนุ่มดูกันได้ ก่อนที่จะเสียเขาไปแบบไม่มีโอกาสแม้แต่จะง้ออีก

 

บทความทั่วไป

รับมือการอยู่คนเดียว

ในความโดดเดี่ยวนั้น มีหลายเรื่องที่เราต้องเข้าใจ เพื่อจะได้เตรียมรับมือการอยู่คนเดียว เพราะนี่คือธรรมชาติของความโดดเดี่ยว จะช้าหรือเร็วก็ ต้องเจอ

ช่วงเวลาโดดเดี่ยวเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์อย่างที่สุด

การต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกช์ที่สุด หรือกำลังมีความทุกข์ หรือความยุ่งยากใจ ปัญหาความ รัก หรือมีปัญหาส่วนตัวบางอย่าง ปัญหาเรื่องงาน ที่ต้องจัดการ จึงเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตต้องใช้พลังอย่างมากที่จะก้าวข้ามไป หรือใช้การ เรียนรู้อย่างมากเพื่อให้เข้าใจความโดดเดี่ยวและอยู่กับมันได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีๆ อาจเป็นสิบปี ยี่สิบปี กว่าจะผ่านไปได้

หากไม่กลัวความโดดเดี่ยว กล้าสู้กับมันจนสามารถผ่านไปได้อย่างเข้าใจ ก็จะสามารถรับมือกับความโดดเดี่ยวและรู้วิธีอยู่กับความ โดดเดี่ยวให้มีความสุข เรื่องนี้ใครผ่านก่อน มีประสบการณ์ก่อน ก็จะรู้วิธีสร้างความสุขให้ตัวเองได้เร็วกว่า เพราะคนส่วนใหญ่นั้นมักจะ คาดหวังให้คนอื่น สัตว์เลี้ยงหรือสิ่งของมาสร้างความสุข เมื่อไม่ได้ดั่งที่คิด ก็จะมีแต่ความทุกข์ เพราะสิ่งเหล่านั้นยากจะควบคุม ตัวเราเอง ยังควบคุมไม่ได้ แล้วจะไปควบคุมคนอื่นได้อย่างไร ไม่มีใครยอมทำอะไรตามใจใครได้ตลอดไป

ผู้เขียนใช้ชีวิตโดดเดี่ยวมานาน จนเริ่มไม่สนใจแล้วว่าจะมีอะไรอยู่รอบตัว บางทีมีมดตัวเล็กๆ สักตัวมาเดินให้เห็น ก็รู้สึกดีแล้ว ไม่จำ เป็นจะต้องเป็นคน หรือสัตว์เลี้ยง แต่กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้นั้น ทุกข์ใจทุกข์กายอย่างหนักในช่วงระยะเวลาสิบกว่าปีที่จะต้องเรียนรู้เพื่อ รับมือกับความโดดเดี่ยว ทุกวันนี้ อยู่ร่วมกันได้สบาย การไม่ได้คุยกับคนเป็นอาทิตย์หรือจะเป็นเดือนหรือจะจับไปขังให้อยู่คนเดียวใน เกาะร้างก็อยู่ได้สบายๆ

 ศัตรูที่น่ากลัวของความโดดเดี่ยว

ศัตรูที่น่ากลัวเมื่อต้องอยู่คนเดียวก็คือจิตของเราเอง ที่จะคิดไปต่างๆ นาๆ สารพัดจินตนาการ ทำไมเราต้องอยู่คนเดียว ทำไมอยู่กับ ใครไม่ได้ ทำไมต้องทิ้งแฟน แฟนก็ออกจะน่ารัก และรักเรา รักและคิดถึงนะ แต่ทำไมไม่อยากจะเจอหน้า หรือทำไมต้องถูกทิ้ง ทำไมไม่มี ใครรัก ฯลฯ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ทุกข์เพราะจิต เพราะความคิดปรุงแต่ง หากตามไม่ทัน คิดทุกวัน ก็ทำร้ายตัวเองทุกวัน สุดท้ายก็จะป่วยทาง จิต ซึมเศร้าและอาจทำร้ายตัวเอง ในที่สุด เมื่อต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ต้องระวังความคิด อย่าให้มัน ปรุงแต่ง คิดในทางไม่สร้างสรรค์ คิดลบ จิตเริ่มคิดไม่ดีเมื่อไหร่ ต้องรีบเบรค

 ตั้งสติให้ทัน เพราะมันก็แค่ภูเขาลูกหนึ่งที่จะต้องเดินข้ามไปเท่านั้นเอง เมื่อเดินผ่านอย่างเข้าใจแล้ว ต่อไปก็จะไม่มีปัญหากับความ โดดเดี่ยวอีกต่อไป อย่ากลัวที่จะมีประสบการณ์ในเรื่องนี้

ต้องอยู่โดดเดี่ยวนานแค่ไหน บางทีก็ไม่มีคำตอบ

ระยะเวลาที่ต้องอยู่คนเดียวจะยาวนานแค่ไหนนั้น บางครั้งเหมือนเป็นเรื่องของเวรกรรมหรือโชคชะตา ก็อาจจะเป็นไปได้ พอหมด เวลาของมัน ชีวิตก็จะกลับมาเป็นปกติ พอถึงเวลาที่ต้องเจอความโดดเดี่ยวอย่างที่สุดแล้ว มันก็ต้องล้นหรือระเบิด แล้วความโดดเดี่ยว จะหายไป ก็จะเข้าใจและมีความสุขกับสิ่งที่เป็น เข้าใจความโดดเดี่ยวและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่ได้พูดกับใคร ไม่เจอใครก็อยู่ได้ คราวนี้อาจจะต้องเตือนตัวเองบางว่าคุยกับคนอื่นบ้าง

 นอกจากความตายแล้ว ความโดดเดี่ยวเป็นอีกเรื่องที่หนีไม่พ้น

ชีวิตคนเรานั้นหลีกหนีความโดดเดี่ยวไม่พ้น ถึงจะมีคู่ ไม่คู่เราก็ตัวเราที่ต้องไปก่อน แม้จะเอาผ้าขาวม้ามาผูกตัวติดกันแล้วกระโดด ลงสะพาน ตายทั้งคู่ แต่อีกคนอาจจะไปเกิดก่อน ทิ้งอีกคนไว้ก้นแม่น้ำให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวก็ได้ ดังนั้นอย่าได้กลัวความโดดเดี่ยว เพราะ มันเป็นถนนเส้นหนึ่งที่คนเราต้องเดินผ่าน จะช้าหรือเร็วก็ต้องผ่าน ไม่โลกนี้ก็โลกวิญญาณ เจอก่อน รู้วิธีรับมือก่อน หลายคนไปเจอตอน แก่ กลายเป็นคนแก่ที่ตรอมใจตายเพราะความโดดเดี่ยว

 คนรวยก็ทุกข์เพราะความโดดเดี่ยวเหมือนกัน

เงินไม่สามารถซื้อความตายและความโดดเดี่ยวได้ คนรวย คนที่มีอะไรเพียบพร้อม ก็ทุกข์เพราะความโดดเดี่ยวได้เหมือนกัน ไม่เชื่อ ใช่ไหม? ความ รวยจะทำให้มีเวลาว่างมาก งานไม่ต้องทำก็ได้ อยากจะทำอะไรก็ได้ทำ ไปไหนก็ได้ไป อยากได้อะไรก็ซื้อได้ แล้วมันจะ ทุกข์ได้อย่างไร ก็น่าจะมีความสุข คนไม่เคยรวย ไม่เคยสบายจะคิดแบบนั้น

แต่จริงๆ แล้วจะไม่ใช่แบบนั้น เพราะสิ่งที่จะเจอก็คือความรู้สึกเบื่อ เบื่อในสิ่งที่หาได้ง่ายๆ และหมดความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มี ได้สัมผัส ได้เป็นเจ้าของ ได้ทำทุกอย่างที่อยากจะทำ ก็ได้ทำไปหมดแล้ว จะเริ่มเฉยๆ ชาๆ และจะเริ่มมีความรู้สึกโดดเดี่ยวเข้ามาแทน โดยเฉพาะ ในคนสูงวัย แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ก็ไม่มีความสุข เพราะคนหวังแต่สมบัติ มีแต่คนเข้าหาด้วยหวังประโยชน์ ทำให้ต้องอยู่คน เดียว ไม่กล้าออกไปไหน เจอคนนั้น คนนี้ ก็กลัวจะถูกยืมเงิน หรือขอความช่วยเหลือ

 การจัดการกับความทุกข์ ความเหงาเมื่อต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ความรู้สึกที่เกิดจากการอยู่คนเดียวมีทั้งด้านดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์หรือสาเหตุที่ต้องอยู่คนเดียว คนตกงาน ไม่มีงาน ไม่มี เงิน กำลังอกหัก ผิดหวัง หรือมีปัญหาชีวิต ฯลฯ ระดับความรุนแรงของความโดดเดี่ยวจะต่างกัน แต่อาจจะมีสักข้อที่ช่วยได้

  • คำแนะนำข้อแรกเลย ยาแรง วิธีนี้วิธีเดียวเอาอยู่ ให้ฝึกสมาธิ ฝึกสติด้วยการเดินจงกรม เมื่อสติเข้มแข็ง ก็จะช่วยควบคุมจิตใจ ควบ คุมความคิดไม่ให้ เตลิดเปิดเปิงไปไกลได้ ควบคุมความฟุ้งซ่านได้ มันยากมาก แต่ถ้าทำได้จะดีที่สุด
  • ฟังธรรมมะ ข้อคิด คติคำสอน ต่างๆ ใน Youtube มีวิดีโอสอนใจดีๆ มากมายให้ดาวน์โหลดมาฟัง อย่าอ่านหนังสือแนวนี้ แต่ให้ฟัง เพราะการฟัง จะต้องตั้งใจฟัง ไม่เช่นนั้นจะฟังไม่ทัน ช่วยให้สมองต้องคิดตามมากกว่าการอ่านหนังสือ เมื่อสมองต้องคิดตาม ก็จะลด ความคิดฟุ้งซ่านลงไปได้ และต้องฟังบ่อยๆ ฟังทุกวัน เหมือนป่วย ต้องกินยาทุกวัน
  • พยายามจับความคิด ตามความคิดตัวเองให้ทัน อยู่คนเดียว ถ้าฟุ้งซ่าน คิดถึงอดีต หรือสิ่งแย่ๆ ที่ผ่านมา ต้องรีบหยุด แล้วคิดหาข้อดี หรือพยายาม คิดบวก แม้จะยากสักเพียงใดก็ตาม และอย่าคิดอย่างเดียว จดลงสมุดไว้ด้วย การเขียน เป็นการระบายความรู้สึกในใจได้ เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะทุกข์ สุข หรือโดดเดี่ยวก็ตาม
  • ทำบุญ สวดมนต์ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร การให้จะช่วยให้มีความสุข
  • แบ่งเวลาทำกิจกรรม และพยายามทำตามนั้น เช่น แบ่งเวลาทำงาน เวลานอน เวลาทำกิจกรรมส่วนตัว และเวลาเศร้า เวลาเหงา เวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยว จะนั่งร้องไห้ หรือจ่อมจมกับความโดดเดี่ยวอย่างไรก็ทำให้เต็มที่ อย่าเอาความทุกข์ใจที่ต้องอยู่คนเดียว ไปใส่ทุก ช่วงเวลา ไม่เช่นนั้นจะไม่มีสมาธิทำงาน แรกๆ จะฝึกยากมาก แต่เมื่อชินแล้ว ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง เพราะสามารถแยกความรู้สึกจากกันได้ แต่ต้องใช้เวลานะ ผมใช้เวลาสิบกว่าปีกับการรบกับ ความโดดเดี่ยว ตอนนี้อยู่คนเดียวได้สบายๆ
  • หากิจกรรม งานอดิเรก งานเสริม อาชีพเสริม ทำคั่นเวลา อย่าให้มีเวลาว่าง จะฟุ้งซ่าน
  • หากชีวิตมีปัญหาอยู่แล้ว จึงต้องอยู่คนเดียว ก็ต้องหลีกเลี่ยงการคุยการคบกับคนที่มีปัญหา ที่จะทำให้ทุกข์ใจหนักเข้าไปอีก
  • หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนมากๆ แต่ไม่รู้จักใครสักคน เช่น ในเธค ในผับ จะยิ่งเหงาและโดดเดี่ยวหนักกว่าเดิม
  • อย่าทำกิจกรรมไม่ดีคั่นเวลาเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว ของมึนเมาทุกชนิดต้องหลีกเลี่ยง ให้เสพเฉพาะเวลาที่รู้สึกมีความสุขเท่านั้น อย่าเสพ เวลาทุกข์
  • หลีกเลี่ยงการฟังเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความโดดเดี่ยว ยกเว้นเพลง อยู่คนเดียว ของพี่เบิร์ด เพราะเป็นแนวให้กำลังใจ แต่ถ้าเป็น เพลง เดียว ดายกลางสายลม ของนรี กระจ่างคันธมาส เดียวดายอาดูร อยู่คนเดียวของพี่ปู อยู่คนเดียวของ โบ และอีกหลายเพลง ควร หลีกเลี่ยง เพราะจะยิ่งเพิ่ม ดีกรีความโดดเดี่ยวให้แรงขึ้นไปอีก อย่าปล่อยให้อารมณ์ไหลกับไปกับเพลงที่มีเนื้อหาทางลบ ฟังบ่อยๆ ความรู้สึกโดดเดี่ยวจะยิ่งรุนแรง ไม่ใช่เรื่องดี
  • หมั่นสังเกตุธรรมชาติ ต้นไม้ แมลง นก สัตว์ สัตว์เลี้ยงก็จะพบว่าในโลกนี้ มีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่ต้องอยู่คนเดียว มันอยู่ได้ เราก็ อยู่ได้
ประวัติศาสตร์

โมนาลิซา (Mona Lisa)

โมนาลิซา (Mona Lisa) หรือ ลาโชกงด์  คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่าง พ.ศ.2046 (ค.ศ. 1503) ถึงปี พ.ศ.2050 (ค.ศ. 1507) เป็นภาพที่ทั่วโลกรู้จักกันดีภาพหนึ่ง ในฐานะสุภาพสตรีที่มี รอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่ ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศส และเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์  กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

คำว่าโมนาลิซา นั้น ได้ถูกตั้งขึ้นโดย จอร์โจ วาซารี ศิลปิน และนักชีวประวัติชาวอิตาลี หลังจากดา วินชีได้เสียชีวิตไป 31 ปี ในหนังสือที่เขาตีพิมพ์นั้นได้บอกไว้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ในรูปนั้นคือ ลีซา เกอราร์ดีนี ภรรยาของขุนนางนักธุรกิจไหมผู้มั่งคั่ง ชาวเมืองฟลอเรนซ์นามว่า ฟรานเชสโก เดล โจกอนโด 

คำว่า โมนา (Mona) ในภาษาอิตาลีนั้นก็คือคำว่า มาดอนนา คุณผู้หญิง หรือ มาดาม (Madam) ในภาษาอังกฤษ ดังนั้นความหมายของชื่อนั้นก็คือ “มาดาม ลิซา” แต่ในปัจจุบัน บางครั้งก็จะใช้คำว่า มอนนา ลิซา (Monna Lisa)

    ภาพโมนาลิซ่านี้ถูกวาดโดย ดา วินชี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2046 ถึง พ.ศ.2050 ใช้เวลานานถึง 4 ปีในการวาด

ในปี ค.ศ. 1516 (พ.ศ.2059) ดา วินชีได้นำภาพจากอิตาลีไปที่ฝรั่งเศส ด้วยพระราชประสงค์ของพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ที่ทรงปรารถนาที่จะให้ศิลปินทั้งหลายมารวมตัวทำงานกันที่ Clos Lucé ใกล้กับปราสาทในเมืองอัมบัวส์ และยังทรงให้ ดา วินชี วาดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์อีกด้วย หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงซื้อภาพโมนาลิซ่า ในราคา 4,000 เอกือ

ในปี ค.ศ. 1519 (พ.ศ.2062) ดา วินชี ได้เสียชีวิตที่เมืองอัมบัวส์ ประเทศฝรั่งเศส รวมอายุได้ 67 ปี

    ตอนที่ ดา วินชี เสียชีวิตแล้วได้ยกสมบัติและภาพวาดทั้งหมดให้เป็นมรดกของผู้ติดตามของเขา ฟรานเซสโก เมลซิ และเมื่อฟรานเซสโก เมลซิ เสียชีวิตลงก็ไม่ได้ยกมรดกให้ใคร มรดกก็เริ่มกระจัดกระจาย

    และต่อมาภาพโมนาลิซ่าถูกนำไปเก็บไว้ที่ พระราชวังฟงเตนโบล ต่อมาก็ในพระราชวังแวร์ซาย หลังจากสิ้นสุดการปฏิวัติฝั่งเศส ก็ถูกไปนำเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ในห้องทรงของพระเจ้านโปเลียนที่ 1 ในพระราชวังตุยเลอรี แล้วในที่สุดก็ได้กลับมาที่พิพิธภัณฑ์เหมือนเดิม  

ในช่วงสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ระหว่างปี พ.ศ.2413 – 2414 ภาพได้ถูกนำออกจากพิพิธภัณฑ์ ไปซ่อนไว้ในที่ลับในประเทศฝรั่งเศส

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2454ภาพโมนาลิซ่าถูกโจรกรรมออกจากพิพิธภัณฑ์ ซึ่งกว่าจะค้นพบเธอก็ได้ใช้เวลาไปถึง 2 ปี ซึ่งได้พบในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ปัจจุบันเธอถูกดูแลรักษาอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศกันกระสุน พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ อันเป็นเครื่องหมายสากลว่า โมนา ลิซา จะไม่มีวันที่จะได้เคลื่อนย้ายไปแสดงที่ไหนอีกเป็นเด็ดขาด

ภาพวาดนี้ ดา วินซี ตั้งใจจะวาดภาพของตนเองเพื่อเป็นหญิง และภาพวาดชิ้นนี้เมื่อส่องกับกระจกเงา จะพบว่ามุมการมองภาพรู้สึกเป็นธรรมชาติไม่แตกต่างจากการมองแบบปกติ เหมือนที่ ดา วินชี กล่าวไว้ว่า “ภาพเขียนที่จิตรกรจะคิดว่าสวยงามในทุกๆด้านและทุกๆมุมมอง ต้องพิจารณาภาพภาพในกระจกเงา” และจากการฉายรังสีที่ภาพวาด ทำให้พบว่าภาพเขียนนี้ถูกซ่อนเจตนาที่แท้จริงหลายอย่าง และยังเคยถูกเขียนทับอีกด้วย

 

รีวิวหนัง

รีวิว Space Sweepers หนังดีๆที่ไม่ควรพลาด

มี Netflix แต่ไม่รู้จะดูอะไรดี วันนี้เราจะมาแนะนำหนังเกาหลีเรื่องหนึ่งที่เป็นหนังที่สุดยอดมากๆอย่าง Space Sweepers ที่รวมดารา นักแสดงยอดฝีมือมามากมาย จะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลย

เรื่องย่อ Space Sweepers

เป็นเรื่องราวในอนาคตช่วง ๆ ปี 2092 ครับ ในยุคที่โลกมนุษย์มีสารพิษอะไรสักอย่างเต็มโลกไปหมดทำให้อยู่บนโลกไม่ได้ แล้วก็จะมีคนรวยกับคนจนใช่ไหมครับ ตามสไตล์หนังแบบนี้เราก็จะเห็นความเหลือมล้ำบนโลกที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้นนั้นแหละ

แก๊งค์ของแทโฮ ที่รับบทโดยจุงกิก็เหมือนแก๊งค์ ที่รวมคนเก่งๆ ไว้ ที่แบบกลายเป็นคนไม่ถูกกฏหมายเพราะเคยทำเรื่องไม่ดีมาไรงี้ แล้วก็ไปเจอน้องกงนิม ทีเป็นหุ่นยนต์อันตรายที่ทางการต้องการตัว เรื่องต่างๆ จึงเกิดขึ้น

ผมว่า แค่ดู ภาพ CG ก็คือ ถือว่าคุ้มมากแล้ว ตอนดูไปนึกว่าดู Guardians of the Galaxy หรือ THOR อย่างไงอย่างนั้น

ข้อที่พัฒนาต่อจะสุดมาก

แต่ติดเรื่องเดียว คือผมคิดว่า ฉากที่บีบหัวใจดราม่า มันยังไม่ถึง แต่นั้นแหละ แค่นิดเดียวจริงๆ แล้วก็หนังยาวไปนิด แต่รวมๆ คือดีมากกกก ก็เป็นหนังที่ควรดูอีกเรื่องแหละครับ ทึ่งกับวงการบันเทิงของเกาหลีมากๆ

หลังจากดูรีวิวไปแล้ว อย่าลืมไปลองดูกัน แล้วจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดจริงๆ เพราะมีครบรสจริงๆ แถมเป็นหนังขอฃเกาหลีด้วย การันตีเลยว่าสนุกมาก

บทความทั่วไป

เมื่อลูกรักเอาใจรับมืออย่างไรนะ

สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักกังวลในการเลี้ยงดูบุตรหลาน ก็คือการควบคุมพฤติกรรมของลูกว่าจะตามใจลูกมากน้อยแค่ไหนดี สิ่งใดที่ควรห้ามปราม หรือสถานการณ์ใดที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด แล้วถ้าลูกเอาแต่ในจะมีวิธีรับมือความเอาแต่ใจอย่างไรนะ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน

จะรับมือกับลูกเอาแต่ใจได้ยังไงนะ

พ่อแม่ควรสังเกตว่าพฤติกรรมการเอาแต่ใจของลูกมักเกิดในสถานการณ์แบบใดบ้าง และอะไรคือสิ่งเร้าหรือกระตุ้นให้ลูกมีพฤติกรรมแบบนั้น

เมื่อพ่อแม่ทราบแล้วว่าลูกมีพฤติกรรมเอาแต่ใจในสถานการณ์ใด ควรหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับสถานการณ์นั้นๆ เช่น เมื่อเด็กอยากได้ของเล่นในห้างสรรพสินค้า แต่พ่อแม่ไม่ให้ซื้อ จึงลงไปนอนร้องดิ้นกับพื้น แบบนี้พ่อแม่ก็ควรหลีกเลี่ยงการเดินผ่านบริเวณที่ขายของเล่น เป็นต้น

ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเด็กแสดงพฤติกรรมเอาแต่ใจในขณะนั้น อาจเบี่ยงเบนความสนใจ หรืออาจพูดแสดงความเข้าใจ และให้เวลาลูกในการควบคุมอารมณ์ เช่น แม่รู้ว่าลูกเสียใจมาก หนูเลยร้องไห้และดิ้นกับพื้นแบบนี้ ยังไงแม่จะอยู่ข้างๆ หนูนะ เดี๋ยวหนูหยุดร้องไห้แล้วเราค่อยมาคุยกัน” แต่หากอยู่ในบริเวณที่อันตรายและอาจมีของตกหล่นมาใส่เด็ก พ่อแม่อาจกอดลูกเอาไว้สักพักจนกว่าลูกจะสงบ

เมื่อพ่อแม่ตอบสนองต่ออาการเอาแต่ใจของเด็กอย่างเหมาะสม เด็กก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าเอาแต่ใจ ก็จะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ พฤติกรรมเอาแต่ใจก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ และค่อยๆหายไป

เมื่อลูกสงบลงแล้ว พ่อแม่ควรคุยกับลูกด้วยเหตุผลที่เข้าใจง่าย อาจกำหนดกฎ กติกาเพิ่มเติม เช่น หากเราออกไปข้างนอกแล้วหนูร้องดิ้นแบบนี้ พ่อแม่อาจจะพาหนูกลับบ้านทันที หรืออาจโดนตัดสิทธิ์อย่างอื่น เป็นต้น

หากไม่สามารถรับมือกับพฤติกรรมเอาแต่ใจของลูก หรือลูกมีพฤติกรรมเอาแต่ใจที่รุนแรงมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเพื่อหาวิธีแก้ไข